Skip to main content

ถ้าตรวจพบว่า การเสียชีวิตของเด็กนักเรียนกรุงเทพคริสเตียน ชั้น ป 1 เกิดจากเชื้ออะไรเรื่องนี้คงจบแบบว่ามีพ่อแม่ ครอบครัวหนึ่งเสียใจ และต่อไปเราก็รอฟังข่าว การตายซ้ำของเด็ก ในเวลาต่อมา แต่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กลับแถลงแบบมึนๆ ถึงเชื้อมรณะว่ายังไม่สามารถสรุปได้ว่านักเรียนที่ตายเป็นโรคมือเท้าปากจากเชื้อเอนเทอร์โรไวรัสหรือไม่ พูดอย่างง่าย คือไม่รู้ตายเพราะไวรัสอะไร ที่สำคัญ รัฐประหารได้กลบข่าวและหักเหความสนใจทั้งหมดของสังคมหมดสิ้นแล้ว

หัวใจไหวหวิวมาก ถ้าใครได้อ่านบันทึกเหตุการณ์ก่อนการเสียชีวิตของเด็กนักเรียนกรุงเทพคริสเตียน ชั้น ป 1 โดยคุณพ่อ เด็กตายไปแล้วหนึ่งคนโดยไม่ทราบว่าเชื้ออะไร? พวกเราเฉยกันอยู่ได้อย่างไร?

ทั้งนี้ นพ.ไพจิตร์ วราชิต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อค้นหาไวรัสที่ทำให้ เด็กนักเรียนชั้น ป.1 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนเสียชีวิตโดยสงสัยว่าน่าจะเสียชีวิตจากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมือเท้าปากว่า หลังจากตรวจด้วยวิธีพีซีอาร์ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นไวรัสชนิดใด ได้ดำเนินการเพาะเชื้อในอาหารเลี้ยงเชื้อในห้องปฏิบัติการเพื่อค้นหาว่าเป็นไวรัสชนิดใด ผลการเพาะเชื้อเกิน 14 วัน ก็ยังไม่มีเชื้อขึ้นในอาหารเลี้ยง จึงไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กคนดังกล่าวเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสชนิดใด

กรณีนี้สามารถแปรผลได้ว่าน่าจะไม่ใช่เชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 แต่ก็ไม่สามารถตัดประเด็นนี้ทิ้งไปได้ ซึ่งสันนิษฐานว่าเด็กน่าจะเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสตัวใดตัวหนึ่ง แต่จากการเพาะเชื้อหาไวรัสตัวอื่น ๆ กว่า 10 ตัว ก็ไม่ขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ในการตรวจยืนยันเชื้อที่ชัดเจนถ้าจะให้สมบูรณ์แบบจะต้องผ่าศพพิสูจน์ แต่ผู้ปกครองและญาติของเด็กคงไม่ยอม

นพ.ไพจิตร์กล่าวด้วยว่า ความจริงแล้วกรมฯ เป็นหน่วยงานที่ตรวจหาเชื้อได้มากที่สุดในประเทศไทยแล้ว มากกว่าห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ กรณีนี้เมื่อตรวจไม่พบเชื้อไวรัสต้นเหตุของการเสียชีวิตก็คงต้องไปพูดคุยกับกรมควบคุมโรค นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ว่าจะสรุปผลอย่างไร เมื่อเพาะเชื้อไม่ขึ้น

"ปกติหลาย ๆ กรณีที่ผ่านมาก็สามารถเพาะเชื้อขึ้นหมด กรณีนี้เพาะเชื้อไม่ขึ้นก็ไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุใด" นพ.ไพจิตร์กล่าว

ไม่ว่าเชื้อนั้นจะเป็นอะไร อยากให้พวกเราอ่าน บันทึกเหตุการณ์ก่อนการเสียชีวิตของเด็กนักเรียนกรุงเทพคริสเตียน ชั้น ป 1 โดยคุณพ่อ ที่เขียนขึ้นเพื่อเตือนพ่อ แม่ ผู้ปกครองทั้งหลายให้ระวังลูกเล็กของตนเอง และได้อ่านเวียนกันในบรรดาวงการแพทย์ เพื่อใช้เป็นข้อสันนิษฐานในการตรวจหาเชื้อขณะนี้ (ผู้เขียนได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์นี้ จากนักวิชาการด้านเด็กและแพทย์คนหนึ่งในระยะเวลาใกล้เคียงกัน) เพราะเป็นเรื่องน่าติดตามมาก

น้องเฟย ลูกปาป๊า และ มาม๊า นักเรียนชั้น ป 1 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ผู้จากไปด้วยโรคไวรัสสายพันธ์เดียวกับโรคมือ เท้า ปาก แน่นอนเพียงแต่ยังไม่ทราบว่าเป็นสายพันธุ์ Coxsaki หรือ Enterovirus71ไหนเท่านั้นเอง และเป็นโรคที่มีความรุนแรงมากที่สุดซึ่งในปัจจุบันยังไม่มียารักษาได้ อาการของโรคลูกชายผมจะไม่มีแผลที่มือ ปาก หรือ เท้า แต่ลักษณะการโจมตีของไวรัสเหมือนกับโรคมือ ปาก เท้า ทุกประการ เป็นคำยืนยันจากอาจารณ์หมอหลายท่านที่ผมปรึกษามาทั้งที่ บำรุงราษฏ์ และ จุฬา ฯ


ข้อความต่อไปนี้เป็นอาการป่วยของน้องเฟยตั้งแต่เริ่มต้นจนเสียชีวิตในเวลา 10 วันเท่านั้นเอง

วันอังคาร์ที่ 5/9/49 ตอนเย็นหลังจากกลับจากโรงเรียน ป๊าจำได้ น้องเฟยเดินมาบอกป๊าว่าปวดหัว แต่เราก็คิดว่าคงนอนไม่พอเลยปวดหัว จึงพาเฟยขึ้นนอนแต่หัวค่ำ พอช่วงดึกน้องเฟยตัวร้อนมาก จึงให้ยาแก้ไข ไทลินอลแบบน้ำ และนอนต่อ จนเช้าไข้ก็ยังไม่ลด เลยให้หยุดเรียนพักอยู่บ้าน และทานยาลดไข้เป็นระยะ ๆ

วันพุทธ ที่ 6/9/49 น้องเฟยนั่งเล่นอยู่บ้านดูทีวีทั้งวัน ดูน้องเฟยช่างมีความสุขจัง แต่ไข้ก็ยังไม่ลด ต้องกินยาลดไข้ไปทุก 4 ชั่วโมง หลังทานยาน้องเฟยแข็งแรงมาก วิ่งเล่นไปมา ส่งเสียงดังลั่นบ้านจนนึกว่า นี่ต้องเป็นป่วยการเมือง แหง ๆ แต่แล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 7/9/49 น้องเฟยยังมีอาการไข้อยู่ 38.5 Cคุณแม่พาน้องเฟยไปโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน หาคุณหมอประจำชื่อ คุณหมอวรรณณี คุณหมอก็ตรวจไข้ตามปกติ และให้ยาแก้ไข้ แก้อักเสบ แก้ไอ แล้วก็กลับบ้านมาพักผ่อน

วันศุกร์ที่ 8/9/49 น้องเฟยเริ่มแข็งแรงเป็นปกติ จึงเอายาไปทานที่โรงเรียน และเรียนหนังสือตามปกติ

วันเสาร์ที่ 9/9/49 โรงเรียนหยุด อยู่บ้าน ทานยาตามปกติ แต่ไข้ก็ยังไม่ลดเท่าไรนัก ต้องทานยาลดไข้เป็นระยะ พอทานยาเสร็จ ก็วิ่งเล่น ส่งเสียงดังลั่นบ้านตามปกติ ดูทีวี คุยกับอาม่า ทานอาหารได้

วันอาทิตย์ 10/9/49 ตอนบ่าย 2.30 มาม๊าไม่สบาย ป๊าเลยพาน้องเฟยกับพี่ชายแกไปที่ TK Park อุทยานการเรียนรู้ที่ เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า พอไปถึงน้องเฟยก็วิ่ง เล่นนำหน้าป๊าไปก่อน กดลิฟท์เอง ไม่ยอมให้พี่เขากดลิฟท์ เพราะปกติคนพี่มักจะแย่งกับน้องกดลิฟท์เป็นประจำ พอไปถึงก็เข้าไปเล่นเกมส์อินนเตอร์เนท จนกระทั่งเวลา 5.00 เย็น เราก็ออกมา น้องเฟยบอกว่าหิวข้าว จึงพาไปกินอาหารญี่ปุ่น Zen แต่น้องเฟยบอกหนาว หนาวมาก ๆ ป๊าจับตัวดูก็รู้ว่าไข้ขึ้นจึงรีบวิ่งไปซื้อยาลดไข้ คาลปอล มาป้อนน้องเฟยก่อน จนแกเริ่มดีขึ้น ก็ทานข้าวกับกุ้งเทมปุระ ได้จนหมดจาน นับเป็นครั้งแรกที่น้องเฟยทานจนหมด เพราะปกติแกจะเป็นคนที่เลือกทานอาหารมาก ๆ ไม่ชอบกินผัก จากนั้นก็รีบกลับบ้านทันที

วันจันทร์ที่ 11/9/49 คุณ แม่พาน้องเฟยไปหาหมอรอบที่ 2 กับหมอ วรรณี คนเดิมที่ รพ. กรุงเทพคริสเตียน วัดไข้ได้ 38.5 Cแต่ก็ยังร่าเริง วิ่งเล่นอยู่หน้าห้องรอตรวจ ดูอาการดีกว่าเด็กคนอื่น ๆ ที่มาตรวจด้วยซ้ำไป คุณหมอจึงได้จัดยา ยา Zithromax เป็นยาแก้อักเสบ และ ยาลดไข้ 2 อย่าง พอกลับบ้านก็ทานยาตามปกติ ตามเวลา น้องเฟยก็ร่าเริงตามเดิม คุยเสียงดัง ลั่นบ้านตามเคย

วันอังคาร์ที่ 12/9/49 น้องเฟยไปโรงเรียนตามปกติ ตอนเย็นกลับบ้านทานยา Zithromax วันละ 1 ครั้ง เป็นยาแก้อักเสบ

วันพุทธ ที่ 13/9/49 น้องเฟย ไปโรงเรียนตามปกติ

วันพฤหัสบดีที่ 14/9/49 น้องเฟยเริ่มมีอาการผิดปกติ ไม่มีไข้แม้แต่น้อย ตัวไม่ร้อน แต่น้องเฟยบ่นว่าเมื่อยทั้งตัว ไม่มีแรง เราก็นึกว่าเด็กตื่นเช้า 6.20 น อาจจะยังง่วงนอนอยู่ก็เลยเมื่อย ๆ พอไปถึงโรงอาหาร แกก็กินข้าวไม่ลง ทานได้ 2-3 คำก็ไม่กินแล้ว มาม๊าเลยอุ้มน้องเฟยมากอดให้แกงีบสักพัก พออ๊อดเข้าห้องดัง ป๊า และ ม๊าก็พาแกไปเข้าห้องแต่พอเดินมาถึงกลางสนามบาสแกก็บอกว่าเดินไม่ไหว ณ เวลานั้น ถ้าผมทราบว่าตอนนี้มีโรคระบาดในเด็กละก็ ผมคงไม่ชะล่าใจ นึกว่าแกแกล้งไม่ยอมเข้าห้องเรียน จนถึงเวลานี้ก็ยังเสียใจว่าทำไมวันนั้นเราไม่นึกเอะใจเลยนะว่าลูกเราผิดปกติ แต่เราก็กลัวแกเรียนไม่ทันเพื่อน เพราะ หยุดเรียนไปหลายวันแล้ว อีกอย่างอาทิตย์หน้าก็จะสอบแล้วด้วย เลยพาแกเข้าห้องเรียนด้วยมือของเราเอง (น้องเฟย ป๊าขอโทษ ป๊าผิดเองที่วันนั้นพาน้องเฟยเข้าห้องทั้ง ๆ ที่น้องเฟยบอกเรียนไม่ไหว ป๊าเสียใจมาก ๆ มากจนไม่อาจให้อภัยตัวเอง ถ้าหากมีข่าวเรื่องโรค มือ เท้า ปาก มาก่อน ป๊าจะไม่ยอมให้น้องเฟยไปโรงเรียนเลย ทุกวันนี้มันก็ยังหลอนอยู่ในหัวป๊าตลอดเวลา )


ทำไมทางสาธารณสุขถึงปิดข่าวกัน ไม่เคยมีใครรู้จักโรคนี้มาก่อนเลยทั้งที่มันรุนแรงกับเด็ก มาก ๆ และกำลังระบาดอยู่ ซึ่งความจริงมีเด็กเสียชีวิต ตั้งแต่ต้นปีแล้ว 5-6 คนด้วยกัน เพิ่งจะเป็นข่าวก็ในกรณีลูกของผมนี่แหละ

เย็นวันนั้นหลังจากรับกลับบ้าน ปรากฏว่ามีรอยบวมใต้ตาทั้ง 2 ข้าง พอมีใครไปทักแกก็จะบอกว่าอย่ายุ่ง รู้สึกว่าวันนั้นแกจะนั่งดูทีวีอย่างเดียว ไม่พูด ไม่คุย ไม่ส่งเสียงดังตามปกติ

เวลา 2 ทุ่ม ผมอุ้มแกเข้าห้องให้แกนอนที่เตียงประจำของแก แต่ปรากฏว่า ที่แขน และ ขา จับแล้วเย็นมาก แต่ที่ตัวยังอุ่น หัวเริ่มมีเหงื่อออกมาก ผมรู้แล้วว่าอาการโรคที่แท้จริงตอนนี้เริ่มปรากฏตัวแน่ ๆ แล้ว ทั้งที่ตอนหัวค่ำยังไม่มีอาการมือเย็น เท้าเย็น เลยแม้แต่น้อย

ผมปรึกษากับคุณแม่ เห็นว่ามันดึกแล้ว ถ้าไปโรงพยาบาลเวลานี้คงเจอแต่หมอเวร อีกอย่างแกก็ไม่มีไข้ นอนอย่างเดียว ไม่ร้องเจ็บ หรือ ปวดตรงหัวเหมือนตอนก่อนเป็นไข้ครั้งแรก ก็เลยตั้งใจว่าเช้าวันศุกร์จะพาไปหาหมออีกที คราวนี้น่าจะรักษาได้แน่เพราะอาการออกชัดมาก ๆ

วันศุกร์ ที่ 15/9/49 คุณแม่พาน้องเฟยไปโรงพยาบาลเวาลา 10.00 น ช่วงเช้า 7.00 น คุณพ่อได้นวดแขนนวดขาให้น้องเฟย เพราะมือและขา แกเย็นมาก ๆ ตลอดเวลา แต่ไม่มีแผลที่มือ หรือ เท้าเลยแม้แต่น้อย สะอาดมาก พอไปถึงโรงพยาบาลคุณหมอได้พยายามเจาะหาเส้นเลือดเพื่อใส่น้ำเกลือด่วน เพราะว่าเด็กเกิดอาการช๊อค แต่ก็ไม่สามารถเจาะได้ เพราะเส้นเลือดหาไม่เจอเลย ต้องเจาะอยู่ถึงกว่า 10 ครั้ง น้องเฟยร้องไห้ตลอดเลยเพราะว่าเจ็บมาก จนคุณแม่ที่นั่งรออยู่ข้างนอกยังทนไม่ไหวถึงกับร้องไห้สงสารลูก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะการเจาะเลือดเป็นทางเดียวที่จะให้อาหารแกด้วน้ำเกลือ เพื่อพยุงอาการให้เข้าที่

เวลา 21.00 น ผมมาถึงโรงพยาบาล ที่ห้อง ไอ ซี ยู เห็นน้องเฟยนอนตาลอยอยู่ ดูหน้าแล้วโทรมกว่าตอนเข้ามาก ๆ จากนั้นแกก็อาเจียน มีเสลดในคอต้องคอยดูดออกเป็นระยะ ๆ แต่ไม่มีหมดในห้อง ICU เลย ผมถามแฟนว่าหมอไปไหนกับหมด แฟนก็บอกว่าหมอออกเวรไปแล้ว สักพักก็มีหมอเวรเด็ก เข้ามาและตรวจอาการแกตามปกติ แต่รุ้สึกว่าอาการลูกผมจะแย่ลงเรื่อย ๆ เห็น คุณหมอวิ่งเข้า วิ่งออกอยู่หลายรอบ เรียกพยาบาลเข้าไปช่วยต้วย แกบอกว่าลูกผมอาการค่อนข้างหนักมาก ๆ แต่ยังหาสาเหตุของโรคไม่เจอ

จากนั้นได้นำน้องเฟยไปเอ็กซ์เรย์ ปอด หัวใจ และ ทำ CT Scan สมอง เพื่อดูว่ามีอะไรผิดปกติบ้าง ผลก็คือ ปอดปกติ ไม่มีอาการปอดบวม (อาการปอดบวมมาพบทีหลังในเช้าวันเสาร์ที่เสียชีวิต ) แต่หัวใจทำงานผิดปกติ แรงดันชีพจรเต้นเดี๋ยวแรงเดี๋ยวเบา อาการน่าเป็นห่วง ส่วนที่สมองก็มองไม่เห็นความผิดปกติ แต่คุณหมอในคืนนั้นก็แจ้งว่าเครื่อง CT Scan สามารถมองเห็นได้แค่ช่วง 1 CM. แล้วก็เว้น 1 CMคื่อมองเห็นช่วง และ ไม่เห็นช่วงสลับกันไป จากภาพถ่าย ก้านสมองเด็กมองแล้วก็ยังไม่เห็นเลือดคั่ง หรือ อะไรที่ผิดปกติ

คุณหมอเวรช่วงดึก แกก็ได้โทรไปปรึกษา หมอประจำของน้องเฟย คือ คุณหมอวรรณีตลอด แล้วก็วิ่งเข้าไปเจาะเลือดลูกเราอีกแล้ว ทุก ๆ ชั่วโมง แต่ลูกเราตอนนี้โดนยานอนหลับอยู่จึงยังไม่มีการร้อง หรือตอบสนอง

คุณหมอได้ตะโกนเรียกน้องเฟย เอาที่เคาะกระดูกมาเคาะที่เท้า แต่ เท้าก็ไม่มีการตอบสนอง เอาไฟฉายมาส่องตา ตาก็ไม่ตอบสนอง แล้วคุณหมอก็พยายามตะโกนเรียกน้องเฟยอยู่นาน ผมก็เริ่มรู้สึกใจไม่ดีแล้ว เอทำไมบรรยากาศเริ่มแย่ลง ๆ ลูกเราเป็นอะไรกันแน่ ถามคุณหมอ แกก็บอกว่าอาจจะช็อกอย่างแรงจากโรคเบาหวานเฉียบพลัน แต่หลังจากวิเคราะห์อีกที ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะผลเลือดสรุปแล้วมีแต่น้ำตาลในเลือดที่สูงถึง 300 แต่ตัวอื่นปกติจึงไม่น่าจะใช่เบาหวานเฉียบพลัน ตอนนั้นผมเริ่มถามตัวเองแล้วว่า หมอใหญ่ของที่นี่ไปไหนกันหมด ปล่อยให้หมอเวรหนุ่ม ๆ ทำอยู่คนเดียว โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ไม่มีหมอดี ๆ เหลือเลยเหรอ

แต่ผมก็เห็นความตั้งใจของหมอเวรคนนี้มาก แกพยายามทำทุกวิธีทาง ใช้ทุกเครื่องมือของโรงพยาบาลที่มี รวมทั้งเครื่องตรวจหัวใจด้วยไฟฟ้า เครื่อง CT Scan ตรวจสมอง ผลก็คือ ไม่ทราบว่าเป็นโรคอะไร คุณหมอเวรคืนนั้นเดินมาบอกเราว่า ทางโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียไม่มีเครื่องมือที่ละเอียดเพียงพอที่จะหาเชื้อโรคตัวนี้ หรือ ไวรัสตัวนี้ได้ จำเป็นต้องส่งต่อโรงพยาบาล จุฬา หรือไม่ก็ ศิริราช

ในเวลานั้นผมเริ่มใจสั่นและคิดหนัก ว่าอาการลูกเราตอนนี้เป็นตายเท่ากัน จะไปไหนดี นี่ก็ตี 2.30 แล้ว ใครจะมีอาจารณ์หมอละ คืนวันศุกร์ ติดต่อไปที่จุฬาก็ไม่มีเตียงเหลือ สุดท้ายผมเลือกโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ ทางหมอเวรได้ติดต่อประสานงานให้กับ รพ บำรุงราษฏร์ เรียบร้อย เป็นอาจารณ์หมอเด็กเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจ เพราะลูกผมตอนนี้หายใจถี่มาก ๆ เหมือนคนวิ่งมาเหนื่อย จะหายใจถี่ ๆ ตลอดเวลา ต้อง ใช้รถพยาบาลของกรุงเทพคริสเตียนส่งไปพร้อมกับใช้เครื่องช่วยหายใจไปตลอดทาง

ระหว่างทางผมเห็นหยดน้ำตาบนหน้าน้องเฟย จิตใจเราก็เริ่มแย่ลง หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาแก ภาวนาว่าอย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ ปาป๊า กำลังพาน้องเฟยไปหาหมอที่เก่งที่ดีที่สุดแล้ว อดทนหน่อยนะ น้องเฟยชอบพูดว่าน้องเฟยอดทนเก่งนี่ คราวนี้ถ้าน้องเฟยหาย ปาป๊าจะพาไปดู MASK RIDER SHOW ที่กำลังจะแสดงเร็ว ๆ นี้ น้องเฟยชอบพูดว่าอยากดูไม่ใช่เหรอ จะดูกี่รอบก็ได้นะ

พอไปถึง คุณหมอที่ บำรุงราษฏร์ ได้เตรียมห้อง ICU รอไว้เรียบร้อยแล้ว และทำการรักษาต่อทันที

มีการใส่เครื่องช่วยหายใจอัตโนมัติ เครื่องให้น้ำเกลือ เครื่องตรวจชีพจร เครื่องตรวจการเต้นของหัวใจ เครื่องตรวจอะไรอีกไม่รู้ รวม ๆ แล้วเกือบ 8 เครื่องด้วยกัน

คุณหมอบอกว่าลูกเรามีอาการติดเชื้อเข้าขั้นรุนแรง เพราะหัวใจทำงานผิดปกติในการส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองสั่งการให้หายใจผิดปกติด้วย แต่ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นไวรัสตัวไหน จึงขออนุญาตดูดเลือดไปตรวจ ผมก็ตกลง แต่คุณหมอบอกว่า อาการน่าเป็นห่วง ต้องดูตลอดเวลา ชั่วโมงต่อชั่วโมง ชั่วโมงนี้แย่ แต่ก็ไม่แน่ว่าชั่วโมงต่อไปอาจดีก็ได้ ในสิ่งที่แย่ก็ยังมีความหวังเสมอ ผมฟังไปน้ำตาก็เริ่มไหล ทำได้เพียงแค่สวดภาวนาขอให้ลูกเราปลอดภัยด้วยเถิด จะให้เราทำอะไรก็ยอมทั้งนั้น ยาแพงแค่ไหนก็ได้ ขอให้เขาหาย

ผลเลือดยังไม่รู้ต้องรอเพาะเชื้อ 3 วัน แต่คุณหมอที่บำรุงราษฏร์ บอกว่าเขาได้ฉีดย่าฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และ ไวรัสเท่าที่เขามีให้แล้วโดยไม่รอผลเชื้อของห้องแล๊ป ถ้าโชคดียาที่ส่งไปอาจใช้กับไวรัสในตัวลูกเราก็ได้ ต้องรอดูอาการอีกที แต่คุณหมอบอกว่า ไวรัส 99% ไม่มียาฆ่าเชื้อ ต้องใช้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเด็กเองเป็นตัวฆ่า ถ้าลูกเราแข็งแรง ก็จะผ่านช่วงเลวร้ายนี้ได้ ถ้าแข็งแรงไม่พอก็จบ

คืนนั้นผมไม่นอนเลย นั่งเฝ้าหน้าห้องกระจก ICU ตลอดเวลา จนเวลา ตี 5 คุณหมอจึงขออนุญาตกลับไปก่อนเพื่อให้หมอด้านหัวใจ และสมองมาตรวจในตอนเช้าอีกที นั่งไปร้องไห้ไปเหมือนคนบ้า แฟนผมก็นั่งหลับอยู่หน้าห้องเหมือนกัน

เช้าวันเสาร์ ที่ 16/9/49 อาการน้องเฟยนิ่ง ๆ ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวแรงเดี๋ยวเบา คุณหมอเด็กด้านหัวใจอ่านรายงานของ รพ กรุงเทพคริสเตียน บอกว่ายังพอมีหวัง ถ้าไวรัสไม่เข้าไปที่หัวใจ แต่หลังจากใช้เครื่องสแกนหัวใจมาตรวจ ก็พบว่ามีไวรัสในหัวใจจริง ๆ และเป็นตัวที่ร้ายที่สุด ซึ่งไม่มียาฆ่าเชื้อโรคตัวนี้ โอกาสรอดมีน้อยมาก

แฟนผมพอได้ยินว่าเป็นไวรัสที่ร้ายแรงที่สุด ถึงกับร้องไห้ทำอะไรไม่ถูก

จากนั้นคุณหมอด้านสมองเด็ก ก็ได้มาตรวจดูด้วยเครื่องอะไรก็ไม่รู้ เพราะตอนนั้นสมองผมเองก็ เริ่มไม่รับรู้แล้วเหมือนกัน คุณหมอสมองเด็กออกมารายงานว่า ที่สมองตรวจพบเชื้อไวรัส เช่นกันที่ก้านสมอง ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของสมอง และเริ่มตรวจพบเชื้อในปอด ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานยังตรวจไม่พบเลย ทำไมวันนี้จึงเจอละ

คุณหมอบอกว่าความหวังสุดท้าย ของเรายังมี คือ ใช้เซรุ่มของคนอื่นที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง มาฉีดให้น้องเฟยเป็นความหวังสุดท้าย เนื่องจากภูมิคุ้มกันร่างกายของน้องเฟยไม่ไหว ต้องส่งกองทัพของคนอื่นมาช่วย ถ้าช่วยได้ก็คงจะฆ่าไวรัสได้บ้าง ทางผมจึงตกลงให้ใช้เซรุ่มตัวนี้ ถึงแม้จะยังไม่การรับรองเซรุ่มตัวนี้อย่างเป็นเอกสารแต่ในเมืองนอกมีการใช้กัน และได้ผลบ้างในบางเคสเท่านั้น

คุณหมอได้แจ้งอีกว่าราคาเข็มละ 60,000 บาท ซึ่งทางเราก็ยินดี

ทางคุณหมอได้ขอเจาะไขกระดูกสันหลังเพื่อขอส่งไปตรวจหาเชื้อด้วย ซึ่งทางเราก็คิดหนักในตอนแรก กลัวแกจะทนไม่ไหว แต่ในที่สุดทางเราก็ได้อนุญาต เพราะเราไม่มีที่พี่งแล้วนอกจากหมอ

หลังจากได้รับการฉีดเซรุ่ม เข้าไป 2 ชั่วโมง หัวใจของน้องเฟยก็หยุดเต้น ขึ้นมา คุณหมอจึงรีบเข้ามาปั๊มหัวใจซึ่งก็ใช้เวลาในการปั๊ม 1.20 ชั่วโมง คุณหมอทั้ง 3 คนออกมาแจ้งว่าน้องเฟย ไม่ไหวแล้ว ผมกับแฟน อากง อาม่า มีแต่น้ำตา พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว พอคุณหมอเห็นสภาพผมในตอนนั้น ท่านก็เดินกลับเข้าห้อง ICU อีกครั้งช่วยกันปั๊มหัวใจอีกร่วม 30 นาที ด้วยกัน แต่ผลสุดท้าน น้องเฟยก็จากพวกเราไป แล้ว

ผมเสียใจมาก โทษตัวเองว่า เราประมาทอะไรไปรึเปล่า ทำไมเราไม่ส่งเขาไปรพ บำรุงราษฏร์แต่แรก เราเห็นว่าประวัติการรักษาทั้งหมดอยู่ที่ รพ กรุงเทพคริสเตีย เขาเกิดที่นี่ ประวัติการรักษาก็อยู่ที่นี่ แต่ที่นี่กลับไม่สนใจลูกผมเลย คุณหมอวรรณี ก็ได้แต่ส่งเสียงตามสายเท่านั้น ทั้งที่เราก็หาเขาตลอด ทำไมเขาถึงปล่อยให้ลูกเรานอนรออยู่เฉย ๆ ตั้ง 3-4 ชั่วโมง จนกระทั่งหมอเวรมาตรวจในตอน 4 ทุ่ม พบว่าเป็นเคสอาการหนัก คุณหมอวรรณีก็ไม่ได้แวะมาช่วยดูเลยแม้แต่น้อย ไม่ได้พูดกับเราเลย แม้สักคำ มีแต่หมอเวรหนุ่มที่มีความตั้งใจมาก แต่ยังขาดประสบการณ์ มาดูแลน้องเฟยคนเดียว

นับจากนี้ผมจะไม่ยอมให้ลูกผมนอนรอโดยหาคำตอบไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เปลี่ยนหมอ หรือ เปลี่ยนโรงพยาบาลเถอะครับ ไม่ต้องเกรงใจหมอ หรือ กลัวไม่ได้ประวัติการรักษา เพราะเขาอาจไม่รอดรอให้เรารักษาเหมือนผม

เฟย ป๊ากับม๊า รักเฟยมาก และเสียใจมาก ๆ ขอให้เฟยเกิดมาเป็นลูกป๊าอีกนะ คราวนี้ป๊ากับม๊า จะดูแลเฟยใหม่ จะไม่ให้ไปโรงเรียนถ้ามีไข้ และจะไม่ฝืนถ้าลูกร้องไม่ไหวอีกต่อไป

สิ่งที่ผมเขียนมานี้เป็นความจริงทั้งหมด และขอให้ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์แก่ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ทุกคนในการดูแลลูก หลานของท่าน โรค Enterovirus 71 นี้ไม่จำเป็นต้องมีอาการแผลที่มือ ปาก เท้า แต่ถ้ามันเข้าไปถึงหัวใจ หรือก้านสมอง โอกาสรอดชีวิตน้อยมาก ๆ ถ้ารอด สมองก็จะไม่เหมือนเดิม

สาธารณสุข หรือ แม้แต่โรงเรียน ก็ตาม แจ้งแต่ผลการตรวจในห้องแล๊ป แต่ไม่เคยเล่าอาการล่วงหน้ามาให้ทราบ ทั้ง ๆ ที่ทางผมได้เล่าละเอียด ดังนั้น ผมจึงขอถือโอกาสนี้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้ทุกคนทราบ เพื่อเอาไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคน ชีวิตน้องเฟย 1 คน ในโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จะมีค่าหากทุกคนช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

ขอขอบคุณครับ

คุณพ่อและคุณแม่น้องเฟย