<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?><feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th"><generator uri="https://jekyllrb.com/" version="4.4.1">Jekyll</generator><link href="https://thitinob.com/feed.xml" rel="self" type="application/atom+xml" /><link href="https://thitinob.com/" rel="alternate" type="text/html" hreflang="th" /><updated>2026-05-10T12:36:23+00:00</updated><id>https://thitinob.com/feed.xml</id><title type="html">เราเดินด้วยคำถาม</title><subtitle>ฐิตินบ โกมลนิมิ | Thitinob.com</subtitle><author><name>ฐิตินบ โกมลนิมิ</name><email></email></author><entry><title type="html">บทเรียน ‘แอฟริกาใต้’: เพื่อโอกาสแปรเปลี่ยนความขัดแย้งในสังคมไทย</title><link href="https://thitinob.com/node/97/" rel="alternate" type="text/html" title="บทเรียน ‘แอฟริกาใต้’: เพื่อโอกาสแปรเปลี่ยนความขัดแย้งในสังคมไทย" /><published>2017-07-28T00:00:00+00:00</published><updated>2017-07-28T00:00:00+00:00</updated><id>https://thitinob.com/node/post-97</id><content type="html" xml:base="https://thitinob.com/node/97/"><![CDATA[<p><!--break--><img alt="" src="/assets/images/2017-07-28-1.jpeg" style="width: 500px; height: 375px;" /></p>
<p>หลายคนอาจจะลืมเลือนไปว่าวันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปีเป็น ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ และแม้ว่างานชิ้นนี้จะล่วงเวลามานานทว่าเนื้อหาการสนทนายังคงเป็นประโยชน์ สมสมัย และสามารถเชื่อมโยงสู่การจัดการกับปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย ทั้งต่อกระบวนการสันติภาพ และห้วงเวลาของการเข็น 'ยุทธศาสตร์ชาติ' การจัดตั้งการปรองดองของชาติ ฯลฯ โดยบทความชิ้นนี้ถอดมาจากเวทีวิชาการ “#หนทางไกลสู่สันติภาพ”: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้ ในโอกาสที่สถาบันสันติศึกษา&nbsp;มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติ ‘เนลสัน แมนเดลา’ [Long Walk to Freedom: Nelson Mandela] ขึ้นมา เพื่อเผยแพร่แก่ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนของแอฟริกาใต้ เรื่องการสร้างสันติภาพและการสร้างความปรองดอง รวมทั้งนโยบายต่างประเทศในแง่มุมต่าง ๆ&nbsp;<!--break--></p>
<p>ปี 2010 (2553) สถาบันสันติศึกษาได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติ ‘เนลสัน แมนเดลา’ [Long Walk to Freedom: Nelson Mandela] ขึ้นมา &nbsp;เพื่อเผยแพร่แก่ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนของแอฟริกาใต้ เรื่องการสร้างสันติภาพและการสร้างความปรองดอง รวมทั้งนโยบายต่างประเทศในแง่มุมต่าง ๆ &nbsp;อันเป็นที่มาอย่างสำคัญในการจัดเวทีวิชาการ “หนทางไกลสู่สันติภาพ”: &nbsp;อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้ &nbsp;และนี้คือการสร้างพื้นที่ของการเรียนเพื่อเชื่อมโยงรู้เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งจากภาควิชาการ สู่ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน</p>
<h2>บทเรียน ‘แอฟริกาใต้’ เพื่อโอกาสแปรเปลี่ยนความขัดแย้งสังคมไทย</h2>
<p>ผศ.ดร.ภัทร อัยรักษ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวต้อนรับเพื่อเปิดเวทีวิชาการใจความสำคัญสรุปว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการสร้างสันติภาพเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ประเทศไทยไม่ว่าภูมิภาคใดก็ตาม การเปลี่ยนผ่านทางสังคมการเมืองและความขัดแย้งย่อมเกี่ยวข้องกับบริบทซับซ้อน รวมทั้งการดิ้นรนต่อสู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของฝ่ายต่าง ๆ ที่สังคมไทยต้องใช้ความพยายามในระยะยาว &nbsp;</p>
<p>บทเรียนจากประเทศแอฟริกาใต้เป็นบทเรียนที่ทำให้เห็นการต่อสู้ดิ้นรนของฝ่ายต่าง ๆ ที่จะสร้างสถาบัน ระบบขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการแบ่งแยกสีผิว การเลือกปฏิบัติ สร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียมกัน การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการด้านต่าง ๆ ของประชาชนเกิดความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนเดือดร้อนรวมตัวเพื่อล้มล้างนโยบายการเหยียดสีผิว หลังจากที่ดิ้นรนเป็นเวลาหลายปีจนนโยบายดังกล่าวสิ้นสุดลง ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี ‘เนลสัน แมนเดลา’ การสร้างสันติภาพและการสร้างความปรองดองดังกล่าว เรามีบทเรียนที่เรียนรู้ได้มากมาย สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อพลเมืองของไทยในอนาคต ในการจัดการกับความรุนแรงทั้งสถานการณ์ในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ &nbsp;</p>
<p>โดยไม่มีความสงสัย การได้เรียนรู้เกี่ยวกับอดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้นั้น เพื่อสะท้อนไปสู่ปฏิบัติการในพื้นที่ของจังหวัดชายแดนใต้/ปาตานีด้วย เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้ครุ่นคิดถึงกระบวนการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งระยาวในประเทศไทย และกระบวนการสร้างสันติภาพของชายแดนใต้/ปาตานี</p>
<p>………….</p>
<p>อนึ่ง ที่ประชุมของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2009 (2552) ได้กำหนดให้วันคล้ายวันเกิดของนายแมนเดลา 18 กรกฎาคม เป็น ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ เพื่อให้ความสำคัญต่อบทบาทของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ที่ต่อสู้เพื่อสันติภาพ มนุษยธรรม ความยุติธรรมทางสังคม และการสร้างความปรองดองแห่งชาติในตลอด 67 ปีที่ผ่านมา ในภารกิจการปลดปล่อยชาวแอฟริกาใต้และนำเอกภาพมาสู่ทวีปแอฟริกา โดยนาย บันคีมูน เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ ให้ถือ ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ เป็นวันเริ่มปฏิบัติการเพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลง เป็นสาส์นที่ส่งถึงประชาชนทั่วโลกให้เข้าร่วมกระบวนการสร้างสรรค์สันติภาพ เสถียรภาพ และความยุติธรรมทางสังคมอย่างเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นของขวัญชิ้นพิเศษมอบให้แก่ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ที่ได้สละตลอดชีวิตของตนเพื่อคุณค่าอันสูงส่งของมนุษย์</p>
<h2>“หนทางไกลสู่เสรีภาพ: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้”</h2>
<h3>ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “หนทางไกลสู่เสรีภาพ: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้”</h3>
<p>โดย H.E. Ms. Robina P. Marks เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ และลาว</p>
<p>เธอกล่าวว่า: การเกิดขึ้นของเวทีวิชาการ “หนทางไกลสู่เสรีภาพ: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้” นี้ถือเป็นวันที่สถานฑูตแอฟริกาใต้ และสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สร้างความเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้บทเรียนบิดาของประเทศและอดีตประธานาธิบดี 'เนลสัน แมนเดลา' &nbsp;</p>
<p>ขอบคุณสถาบันสันติศึกษาที่มีวิสัยทัศน์สนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือและจัดงานครั้งนี้ขึ้นมา ชื่นชมอย่างยิ่งต่อคุณสมาพร แลคโซ ผู้อุทิศตนทุ่มเทแปลหนังสือ (Long Walk to Freedom: Nelson Mandela) (ชื่อภาษาไทย “หนทางไกลสู่เสรีภาพ”) เล่มนี้ ความสามารถของเธอจะพาผู้คนไปสู่คุณภาพชีวิตใหม่ที่ยอดเยี่ยมจากการเรียนรู้ผ่านแบบอย่างที่ยิ่งใหญ่ &nbsp;</p>
<p>ทางสถานฑูตฯ ภูมิใจที่ได้เชื่อมโยงการทำงานกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย และการดำรงอยู่อย่างยาวนาน 52 ปี พิสูจน์การเป็นแหล่งบ่มเพาะพลเมืองที่ดีทั้งมีบทบาทนำทางสังคมอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะคำขวัญและจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยที่ ‘ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง’ นั้น การเห็นประโยชน์เพื่อมนุษย์ชาติดังกล่าวเป็นความเชื่อเช่นเดียวกับ 'เนลสัน แมนเดลา' ที่สร้างแก่นแห่งจิตวิญญาณ ‘อูบุนตู’ (Ubuntu) ที่มีความหมายว่า ‘ฉันเป็นฉัน เพราะว่ามีคุณ’ หรือ บุคคลจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคิดและทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นนั่นเอง &nbsp;</p>
<p>'เนลสัน แมนเดลา’ เคยมาเยือนประเทศไทยหลังถูกปล่อยตัวจากการคุมขังในเรือนจำยาวนานถึง 27 ปี โดยการเชิญของผู้แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ และยังพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ พระองค์ท่านได้ทรงชื่นชมต่อบทบาทการสร้างสันติภาพและการปรองดอง หวังว่าวันนี้จะเป็นเหตุการณ์สำคัญอีกครั้งที่ถูกบันทึกเป็นความร่วมมือสร้างประโยชน์ระหว่างประเทศแอฟริกาใต้และประเทศไทย</p>
<p>“แอฟริกาใต้ปรองดองได้อย่างไร?” เมื่อปี 2013 (2556) แมนเดลา: รัฐบุรุษของชาวแอฟริกาใต้ได้จากไป ไม่ใช่เพียงความเศร้าสลดที่ถูกทิ้งไว้ ทว่ายังเป็นพันธะสัญญาที่คนของแอฟริกาใต้จะต้องเดินตามเขา ในฐานะผู้นำที่คนทั่วโลกเคารพนับถือ มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ทั้งในศตวรรษที่ 20-21 ในช่วงชีวิตที่ ‘เนลสัน แมนเดลา’ มีชีวิตอยู่ได้สร้างแรงบันดาลใจและเป็นตำนานให้แก่คนทั่วโลก</p>
<p>หลังจากบิดาแห่งประเทศเราได้เสียชีวิต กิจกรรมในการแบ่งปันบทเรียนและประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านสังคมของแอฟริกาใต้ถือเป็นภารกิจที่เราจะบอกเล่าให้ทั่วโลกได้รับทราบ กรอบคิดที่อยากแลกเปลี่ยนวาระนี้ คือ แนวคิดเรื่องการใช้ ‘อำนาจอ่อน’ หรือ ‘อำนาจที่ไม่เป็นทางการ’ (soft power) หรือ ‘อำนาจในการโน้มน้าวชักจูง’ ของศ.ดร.โจเซฟ เนย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อดีตรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงกลาโหม แห่งสหรัฐอเมริกา คำนิยมที่ใช้คือ ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ ก็น่าจะตรงกับการดำเนินการทางการฑูตของแอฟริกาใต้ด้วย</p>
<p>ศ.ดรโจเซฟ เนย์ บอกว่า ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ (soft power) คือความสามารถของประเทศในการสร้างอิทธิพลกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านการโน้มน้าวจูงใจ ประเทศใดที่มีการใช้อำนาจลักษณะนี้ แสดงว่าเป็นประเทศที่มีสถาบัน ค่านิยม ระบบที่ชื่นชมยกย่องประเทศอื่น &nbsp;</p>
<p>เราต้องการสร้างกรอบการอธิบายวิธีคิดของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ด้วยบริบทคำอธิบายว่าด้วยเรื่องการใช้ ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ (soft power) และคิดถึงอิทธิพลของแมนเดลาในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ สันติภาพ อิสรภาพของความยุติธรรม และมนุษยชน รวมทั้งการได้คืนมาของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เวลา 27 ที่อยู่ในเรือนจำ การดิ้นรนสู้เพื่ออิสรภาพ และกลายมาเป็นคุณค่าที่องค์การสหประชาติชาติยกย่องให้เป็น ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ 18 กรกฎาคมของทุกปี &nbsp;</p>
<p>‘เนลสัน แมนเดลา’ เป็นบิดาของชาติและเป็นบุตรชายของแอฟริกาใต้ เป็นพลเมืองอันโดดเด่นของโลก ซึ่งมีการเฉลิมฉลองรำลึกถึงชีวิตและผลงานของเขาไปทั่วโลก โดยข้อเท็จจริงแล้วมีหลายสิ่งที่ตั้งชื่อตาม ‘เนลสัน แมนเดลา’ เพราะได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาว ทั้งผิวขาว ผิวดำ คนในประเทศและต่างประเทศ จากความมุ่งมั่นเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และเป็นผู้ที่มีความสม่ำเสมอในแนวทางปฏิบัตินิยมมายาวนานแล้ว ก่อนที่โลกจะได้รู้จักเขา &nbsp;</p>
<p>ทว่าสิ่งที่น่าประทับใจ คือนิสัยของท่านเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ ที่มีความเป็นประชาธิปไตย ตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันของผู้คน ทำให้ประเทศของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิว สิ่งที่หยั่งรากลึกมากที่สุดที่ทิ้งไว้ให้แก่ประชาชนแอฟริกาใต้ คือ การเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่เสมอจนเป็นแบบอย่างแก่ทั่วโลก &nbsp;</p>
<p>แอฟริกาใต้อยู่แถวหน้าการถูกบอกว่าเป็นประเทศที่มีความอดทนอดกลั้นในการต่อต้านการใช้ความรุนแรง ดูแลตนเองทั่วทั้งทวีป จนได้รับการยอมรับเข้ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จี 20 (Group of Twenty Finance Ministers and Central Bank Governors) เป็นสมาชิกสองครั้ง ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สามารถจัดงานฟุตบอลโลกเมื่อปี 2010 (2553) และยังเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศ กําลังพัฒนาที่มีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว หรือ ‘บริคส์’ (BRICS) เป็นภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ที่ประกอบด้วย จีน อินเดีย บราซิล รวมทั้งแอฟริกใต้นั่นเอง เป็นกลุ่มประเทศที่บริหารจัดการหุ้นส่วนของการปกครองระดับโลก</p>
<p>ทุกวันนี้ แอฟริกาใต้แตกต่างไปมากมายจากอดีตที่เคยแบ่งแยกสีผิว คนดำไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาในสถาบัน การแบ่งแยกการสมรส และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ สิ่งเหล่านี้มีการแก้ไขอย่างต่อเนื่องเพื่อมนุษยชาติ เหล่านี้คือมรดกจากคุณค่าการทำงานหนักและมุ่งมั่นของท่าน</p>
<p>เราระลึกถึงหลักการใช้ ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ ในวันที่ระลึกถึงท่าน เพื่อนำไปสู่การสร้างสันติภาพ สิทธิมนุษยชน และการปรองดอง มีการส่งเสริมค่านิยมของท่านมองโลกเหมือนที่ท่านมอง และได้ยินเสียงเหมือนท่าน เพื่อทำให้ทุกวันเป็นเหมือนกับ ‘วันของเนลสัน แมนเดลา’.</p>
<h3>จะแปรความขัดแย้งเป็นยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างไร?</h3>
<blockquote><p>“แม้ล้มนโยบายแบ่งแยกสีิผิวลงแล้ว แต่ถ้าไม่สามารถแก้และจัดการทัศนคติได้ ตราบนั้น ความอยุติธรรมก็ยังดำรงอยู่ นโยบายเป็นเรื่องจำเป็นก็จริง แต่ไม่เพียงพอการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งกว่า”</p></blockquote>
<p>นี้คือหัวใจสำคัญจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างท่านเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทยและผู้เข้าร่วมเสวนา หลังการกล่าวปาฐกถาจบ โดยสาระอื่น ๆ สรุปความได้ดังนี้ &nbsp;</p>
<p>จุดเปลี่ยนของ 'เนลสัน แมนเดลา’ จากนักโทษ ผู้ถูกกดขี่ไปสู่นักสร้างสันติภาพ “คือ การใช้เวลาในเรือนจำฝึกทำสมาธิทุกวันในช่วงเวลายากลำบาก ไตร่ตรองจากข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีประโยชน์ในการสร้างความขุ่นเคืองอีกต่อไป การโกรธ การสร้างความไม่พอใจคือการกลืนยาพิษ การทำเช่นนั้นคือการยึดติดกับความไม่พอใจ ไม่ได้ช่วยให้พัฒนาวิสัยทัศน์ในการสร้างและพัฒนาประเทศ” การสำนึกดังกล่าวเปลี่ยนความโกรธให้เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างชาติ ลืมอดีต ด้วยแอฟริกาใต้เป็นของทุกคน ไม่ว่าเป็นสีผิว เพศ คนพิการ หรือคนสมบูรณ์ “แปรความโกรธจากห้องขังเล็ก ๆ คิดถึงประโยชน์ของแอฟริกาใต้เป็นที่ตั้งก่อน”</p>
<p>ในพื้นที่ประชาธิปไตย คนก็ยังมีทัศนคติจำฝังใจได้ ถ้าอัตลักษณ์ถูกกำหนดขึ้นมาเป็นพื้นฐานให้เกิดการริดรอนสิทธิ์ แม้นโยบายการเหยียดผิวล้มล้างไปแล้ว ทุกพื้นที่มีเสรีภาพเสมอภาคเท่ากันในเชิงหลักการ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำให้ได้ คือการลืมความโกรธคนผิวขาว การใช้ชีวิตประจำวันในบางสถานที่ก็ต้องประเมินความสบายใจด้วย เพราะเราเป็นลูกของคนที่ถูกประสบการณ์เหยียดผิว ถูกจองจำ ต้องต่อสู้ แต่อย่างไม่เป็นทางการคนก็จำได้ วันนี้แอฟริกาใต้ยังมีบรรยากาศที่ไม่สบายใจระหว่างสองสีผิว “เมื่อมองว่าคนเท่าเทียมกัน สิทธิทุกคนเท่าเทียมกัน เป็นการเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจมากในประเทศของเรา”</p>
<p>สำหรับแรงบันดาลใจของ 'เนลสัน แมนเดลา’ กลายเป็นนักสร้างสันติ นักต่อสู้ มาจากการยอมรับไม่ได้ที่เห็นคนผิวดำเป็นขอทานตามท้องถนน ถูกกีดกันการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการทุกประการในชีวิตประจำวัน เขาไม่สามาถทนความอยุติธรรรมเหล่านั้นได้ โดยแปรเปลี่ยนความโกรธความเกลียดชังเป็นความพยายามเคลื่อนไหวเพื่อการอยู่ร่วมกัน รวมตัวกัน มีสิทธิเสียง พูดออกมาให้ได้เมื่อเห็นความอยุติธรรม</p>
<p>'เนลสัน แมนเดลา’ เป็นนักกฎหมายผิวดำคนแรก ๆ เปลี่ยนความรู้ความเข้าใจเป็นสิทธิ เป็นนิติธรรม ดังนั้น ข้อเสนอของเรา (ท่านเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย) โปรดใช้หัวใจและสมองของคุณ นำทฤษฎีความรู้ต่าง ๆ ผนวกคุณค่าเข้ามารวมกันให้ได้ จงลุกขึ้นเป็นตัวแทนของผู้คน ทุกคนมีศักยภาพเป็นผู้เปลี่ยนแปลงได้ โดยทำตัวเองเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ เช่นการตั้งคำถามที่ท้าทายสู่การเปลี่ยนแปลงเรื่องสิทธิคนข้ามเพศ สิทธิผู้หญิง การเรียกร้องความเท่าเทียมกันในแง่มุมต่าง ๆ &nbsp;ทั้งนี้ รูปแบบของอำนาจในเชิงสถาบันไม่ได้สะท้อนความเท่าเทียมกันจำเป็นต้องมีความรู้เชิงวิพากษ์ เมื่อเป็นนักศึกษาและบุคลากรหนึ่งในมหาวิทยาลัยติดอันดับสิบของประเทศและโลก ต้องถามว่าเราจะทำประโยชน์อะไรให้สังคม ชุมชน ทุกคนสามารถเป็น 'เนลสัน แมนเดลา’ โดยสำนึกใช้พลังของคุณสู่ผู้อื่น สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นต่อไป.</p>
<h2>เสวนาหนังสือ:“บทเรียนจากอัตชีวประวัติ ‘เนลสัน แมนเดลา’ กับการเดินทางสู่เสรีภาพที่ไม่ง่ายดาย”</h2>
<p>แอฟริกาใต้ผ่านช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านทางสังคมอย่างยาวนาน จากที่เคยมีนโยบายการแบ่งแยกสีผิวและเชื้อชาติที่เรียกว่า ‘อพาร์ไทด์’ (apartheid) กุมอำนาจโดยคนผิวขาว แม้จะมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ แต่ก็ไม่ได้ยอมรับความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม กลับวางกฎเกณฑ์กีดกัน ‘คนผิวสี’ อย่างมาก จำกัดการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ และการมีส่วนร่วมทางการเมือง แบ่งแยกส่วนคนขาวและคนดำชัดเจน สร้างแรงโกรธแค้นจนเกิดการประทุต่อสู้ระหว่างปี 1960 - 1970 อย่างเข้มข้น และมีการปราบปรามแกนนำการประท้วง หนึ่งในนั้นคือ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ที่กลายมาเป็นประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้และเป็นผู้นำสีผิวคนแรก กว่าจะเดินทางมาสู่ช่วงเวลาปราศจากการแบ่งแยกและเป็นประชาธิปไตยใช้เวลาในการเดินทางไกล สูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก</p>
<p>‘เนลสัน แมนเดลา’ เกิด 18 กรกฎาคม 1918 (2461) เป็นเชื้อสายของราชวงศ์ที่ปกครองแคว้นอิสระ จบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ทำงานเป็นทนายความให้สำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งเน้นการว่าความให้แก่คนผิวดำที่ถูกริดรอนสิทธิ์ อีกบทบาทหนึ่งเขาเป็นนักรณรงค์เคลื่อนไหวที่ยึดแนวทางสันติวิธีจนเมื่อสถานการณ์เข้มข้นก็นำตนเองและองค์กรเอเอ็นซีเข้าสู้ในสงครามกลางเมือง เปลี่ยนบทบาทผู้นำสันติวิธีสู่กองกำลังติดอาวุธ ถูกจำคุกอยู่ 27 ปี แต่การต่อสู้มีจุดเด่นอัตชีวประวัติของเขาได้เปิดพื้นที่ให้เห็นบทบาทการต่อสู้ของชาวแอฟริกาผ่านตัวเขา จนกระทั่งเขาเสียชีวิตเมื่ออายุ 95 ปี ในปี 2013 (2556)</p>
<p>เราจะเรียนรู้ประสบการณ์การเดินทางของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ผ่านสามมุมมองจาก</p>
<ol><li>สมาพร แลคโซ ผู้แปลหนังสืออัตชีวประวัติ Long Walk to Freedom &nbsp;</li><li>รชฏ ศาสตราวุธ อาจารย์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มอ. วิทยาเขตปัตตานี</li><li>อภิชญา โออินทร์ ศูนย์จัดการความขัดแย้ง สถาบันสันติศึกษา มอ. หาดใหญ่</li></ol>
<p>โดยมีเนื้อหาน่าติดตามและสร้างความน่าสนใจในการ ‘อ่าน’ หนทางไกลสู่เสรีภาพ มากยิ่งขึ้น ……………………………….</p>
<h3>สมาพร แลคโซ ผู้แปลหนังสืออัตชีวประวัติ เรื่อง Long Walk to Freedom &nbsp;</h3>
<p>หนังสือเล่มนี้มี “การเดินทาง” ที่ยาวนานไม่น้อย แปลเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมาแต่เพิ่งได้ตีพิมพ์เมื่อปี 2014 (2557) คือพิมพ์หลังจากฉบับภาษาอังกฤษพิมพ์ครั้งแรกถึง 20 ปี (Long Walk to Freedom พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1994 (2537) และแปลเสร็จเมื่อปี 2003 (2546)</p>
<p>จุดเริ่มต้นของการเลือกหนังสือเล่มนี้มาเสนอขอทุนต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อแปลเป็นภาษาไทยนั้น มาจากสามีของผู้แปลซึ่งเป็นวิศวกรชาวออสเตรียเข้าไปทำงานในหลายประเทศในทวีปแอฟริกามาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี และหลงใหลธรรมชาติอันงดงามของดินแดนแห่งนี้ ทำให้รู้สึกว่าดินแดนแห่งนี้มีสิ่งน่าศึกษามากมาย ดังนั้น เมื่อ สกว.ประกาศให้ทุนสำหรับการแปลหนังสือสำหรับเป็นฐานความรู้เกี่ยวกับประเทศในภูมิภาคต่างๆของโลก จึงนึกถึงทวีปแอฟริกาโดยหนังสือเล่มนี้ตอบสนองวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี</p>
<p>“หนทางไกลสู่เสรีภาพ” เล่าเรื่องชีวิตบุคคลสำคัญที่ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายและยาวนาน เกี่ยวข้องกับผู้คนและสถานที่เป็นจำนวนมาก “ใครคิดว่าเป็นหนังสือการเมืองเนื้อหาสาระหนักแน่น คงไม่ใช่เสียทั้งหมด” แมนเดลา ได้เล่าถึงการเดินทางเชิงวัฒนธรรมการเมืองของผู้คนและสังคมแอฟริกาใต้ผ่านสายตาของเขา ตั้งแต่การเกิด การนับเครือญาติ การละเล่น การเข้าพิธีขลิบอวัยวะเพศเพื่อเปลี่ยนผ่านจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ พิธีกรรมต่าง ๆ การแต่งงงาน การให้สินสอด พูดถึงกวีที่สำคัญของแอฟริกา พูดทุกเรื่องแม้กระทั่งความโรแมนติกการจีบภรรยาคนที่หนึ่งและสอง หนังสือเล่มนี้จะทำให้เรารู้จักนิสัยใจคอคนแอฟริกา มากพอกับการต่อสู้ของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ นั่นเอง</p>
<p>ความโดดเด่นของแมนเดลา คือการเดินทางผ่านตนเองด้วยบทเรียนที่ผ่านการจองจำในคุก เริ่มตั้งแต่การต่อสู้เพื่อให้นักโทษได้รับสิทธิ์มากขึ้น เขารับไม่ได้ต่อการเลือกปฏิบัติที่คนผิวต่างกันกินต่างกัน ทั้งขนมปังและน้ำตาล ให้แต่งตัวไม่เหมือนกัน เหยียดผิวทุกหนแห่งในทุกพื้นที่อย่างรุนแรง จึงต่อสู้จากในคุก ทำให้นักโทษผิวดำได้รับสิทธิ์มากขึ้น นักโทษทางการเมืองได้รับการปล่อยตัว และเคลื่อนไหวอย่างมีกลยุทธ์ใช้มวลชนกลุ่มต่าง ๆ เคลื่อนไหวส่งเสียงให้นานาประเทศกดดันทางการเมืองไม่ให้รัฐบาลแอฟริกาใต้ที่นำโดยคนผิวขาวมีนโยบายแบ่งแยกสีผิว โดยมีรายละเอียดน่าสนใจ และน่าทึ่งมาก</p>
<p>ในหนังสือให้ภาพ แมนเดลาพยายามแก้ปัญหาทั้งสองระดับ คือ (หนึ่ง) การเปลี่ยนโครงสร้างความเหลื่อมล้ำของสังคมอย่างเด่นชัด (สอง) พยายามเปลี่ยนจิตใจทัศนคติระหว่างคนดำและคนขาว เห็นได้จากก่อนออกจากคุก เขารู้ถึงความหวาดระแวงของคนขาว คิดว่าเมื่อคนดำมีอำนาจเกรงการกวาดล้าง ทว่าในโลกทัศน์ของแมนเดลาไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของทัศนะการเหยียดผิวเสียเองและไม่ละทิ้งหลักการเพื่อเสรีภาพของประชาชนทั้งปวง โดยตระหนักว่าต้องอาศัยความรู้จากคนขาวในการสร้างชาติด้วย ดังนั้น ก่อนออกจากคุกเขาพูดถึงระบบและโครงสร้างที่เลวร้าย ไม่ใช่คนขาวที่เลวร้าย เพื่อทำให้คนดำเกลียดชังคนขาวน้อยลง นี่คือสิ่งที่เขาอยากเปลี่ยนแปลง และบรรเทาความเกลียดชังโดยลดการหวาดระแวงก่อนไปสู่การร่วมมือกันสร้างชาติเป็น ‘ชาติสีรุ้ง’ (The Rainbow Nation)</p>
<p>……………………………….</p>
<h3>รชฏ ศาสตราวุธ ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</h3>
<p>ผมพยายามจะพาพวกเราเข้าไปในหนังสืออีกครั้งในฐานะผู้อ่านต่างวัฒนธรรมว่าเห็นอะไรบ้างในการต่อสู้ทางวัฒนธรรม โดยขอเริ่มต้นด้วยโจทย์เดียวกับที่สภาแห่งชาติแอฟริกัน (African Nation Congress) &nbsp;หรือ ‘เอเอ็นซี’ จัดบรรยายหลักสูตรให้สมาชิกภายในพรรค (อ่านรายละเอียดในหน้า 191) ตัวหลักสูตรแบ่งเป็น 3 หลักสูตร ได้แก่ (1) “โลกที่เราอยู่เป็นอย่างไร” ยามที่ต่อสู้ต้องถามคำถามนี้ก่อน (2) “เราถูกปกครองอย่างไร” เพื่อตอบคำถามเชื่อมโยงกับข้อหนึ่ง และ (3) “ความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง” โดยพยายามหาวิธีการที่เราจะเปลี่ยนโลกที่เราอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร และเราจะเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นอย่างไร</p>
<h4><strong>“โลกที่ 'เนลสัน แมนเดลา' อยู่มีลักษณะอย่างไร?”</strong></h4>
<p>ความในหนังสือหน้า 198 เรื่องราวเกิดกับ 'เนลสัน แมนเดลา’ เมื่อเป็นทนายความแล้ว ระบุดังนี้ &nbsp;</p>
<blockquote><p>การเป็นทนายความไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะได้รับความเคารพนอกศาลเช่นกัน วันหนึ่ง ใกล้ ๆ กับสำนักงานของเรา ผมเห็นผู้หญิงสูงวัยผิวขาวคนหนึ่งซึ่งรถยนต์ของเธอถูกรถยนต์สองคันจอดขวางอยู่ ผมรุดไปช่วยเข็นรถให้เธอเลื่อนรถออกมาได้ ผู้หญิงซึ่งพูดภาษาอังกฤคนนั้นหันมาหาผมแล้วพูดว่า ‘ขอบใจนะ จอห์น’ จอห์นคือชื่อที่คนผิวขาวใช้เรียกชาวแอฟริกันคนใดก็ตามที่พวกเขาไม่รู้จักชื่อ จากนั้นเธอก็ยื่นเหรียญมูลค่า 6 เพนนีให้ผมซึ่งผมปฏิเสธไปอย่างสุภาพ เธอยัดเยียดให้ผมอีก ผมก็บอกอีกว่า ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ เธอจึงตะคอกว่า ‘เธอปฏิเสธเงินหกเพนนี ต้องอยากจะได้หนึ่งชิลลิงแน่ ๆ แต่เธอจะไม่มีวันได้มันหรอก!’ ว่าแล้วก็ปาเหรียญใส่ผมก่อนจะขับรถออกไป</p></blockquote>
<p>จากความข้างต้น ชี้ให้เห็นประการหนึ่งคือ ธรรมชาติของเราฝังอยู่ที่สีผิวของเรา หมายความว่าลักษณะทางศีลธรรมก็อยู่ที่สีผิวด้วย เรื่องนี้ไม่น่าธรรมดา เพราะหากธรรมชาติอยู่บนเรือนร่างของเราและมีผู้คนมาตัดสินตีความว่า ‘คนใส่เสื้อแดง’ หรือ ‘คนถือธงชาติ’ ต้องมีลักษณะบางอย่าง คนไม่เห็นด้วยในธรรมชาติดังกล่าวต้องเป็นอย่างนี้แน่ ล้วนแฝงฝังทัศนคติทางการเมืองและโลกทัศน์ที่ถูกกล่อมเกลาทางสังคมควบแน่นประทับตราผู้คนไว้</p>
<p>ประการที่สอง ความในหน้า 118 จากบทสนทนาของเนลสันและฮันส์ มูลเลอร์ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ผิวขาว ผู้ซึ่งมองโลกผ่านปริซึมของอุปทานและอุปสงค์ วันหนึ่งนายมูลเลอร์ชี้ออกไปนอกหน้าต่างเพื่ออธิบายคนดำได้อย่างน่าสนใจมาก &nbsp;</p>
<blockquote><p>“ดูนั่นซิ เนลสัน” “เห็นผู้ชายผู้หญิงพวกนั้นไหม ที่กำลังเร่งรีบขวักไขว่อยู่บนถนนนั่น? พวกเรากำลังไล่ตามอะไรกันหรือ? พวกเขาตรากตรำทำงานไปเพื่ออะไร? ฉันจะบอกเธอให้ ทุกคน โดยไม่มีข้อยกเว้น ต่างไล่ตามความมั่งคั่งและเงินทอง เพราะความมั่งคั่งและเงินทองเทียบเท่ากับความสุข นั่นคือสิ่งที่เธอจะต้องดิ้นรนให้ได้มา เงินไม่มีสิ่งใดนอกเสียจากเงิน เมื่อไหร่เธอมีเงินมากพอ ก็ไม่มีอะไรอีกแล้วที่เธอจะต้องการในชีวิตนี้”</p></blockquote>
<p>ความข้างต้นไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเมื่อคนดำมีฐานะยากจน ในนามของความเป็นมนุษย์ดีดดิ้นในกรอบทุนนิยมและคิดว่าเงินกับความสุขเป็นเรื่องเดียวกัน กลายเป็นว่าเราไม่ฝันถึงการเมืองที่ดีและไม่คิดว่าจะแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างไร ในทางตรงกันข้าม ทุนนิยมทำให้ผู้คนมีมโนทัศน์ว่าคุณค่าเท่ากับมูลค่า เช่น ถ้าคุณรักแม่จริงต้องกินสุกี้เอ็มเค (ในช่วงวันแม่ มีโปรโมชั่น ‘ร่วมตอบแทนรัก จากดวงใจ...ให้แม่ เมื่อกินสุกี้เอ็มเคครบ 1,000 บาทขึ้นไป รับบัตรกำนัลเพื่อสุขภาพมูลค่า ....’ ) หมายความว่าเวลากตัญญูกับพ่อแม่ทุนนิยมจะบอกให้ตีค่าเป็นเงินทอง กล่าวคือสังคมจะไม่ยอมรับหากสิ่งใดไม่สามารถอธิบายได้ด้วยระดับตัวเลข ทั้งสังคมแอฟริกาขณะนั้นและสังคมไทยขณะนี้เป็นยุคที่ผู้คนแยกไม่ออกระหว่างคุณค่ากับราคา &nbsp;</p>
<p>ตัวอย่างโลกของ 'เนลสัน แมนเดลา’ อีกประการ ตามความในหน้า 156 ได้กล่าวถึงเพื่อนๆ ของเขา เพื่อนนักเรียนทุนคนหนึ่งหมดโอกาสร่ำเรียนเพราะยากจน เธอฉลาดผิดธรรมดา มีพรสวรรค์ ถูกจำกัดการเข้าเรียนเพราะครอบครัวขาดแคลนทรัพย์เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปกติของชาวแอฟริกา ในบางพื้นที่การขาดโอกาสการศึกษาชวนให้ตั้งคำถามที่ลึกซึ้งมากกว่าเรื่องเศรษฐฐานะ ในแง่นี้ โลกที่เราเลือกเกิดไม่ได้ เมื่อโลกไม่ยุติธรรมจึงจำเป็นต้องแสวงหาความยุติธรรม แต่พื้นที่ของความยุติธรรมอยู่ที่การต่อรองทางการเมือง เมื่อเห็นได้ว่าโลกที่อยุติธรรม การต่อรองจึงไปอยู่ที่สังคมการเมือง ถ้าสังคมการเมืองให้สิทธิทางการศึกษาเท่ากัน คนเราย่อมมีสิทธิเป็นนายกรัฐมนตรีได้เท่ากัน แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ แปลว่าในที่สุด เราต่อรองกับความไม่ยุติธรรมได้ในพื้นที่ทางสังคมการเมือง</p>
<p>หนังสือหนทางไกลสู่เสรีภาพ สะท้อนให้เห็นว่าโลกนี้เป็นโลกที่เราจินตนาการความยุติธรรมได้ลำบาก เพราะคิดว่าความยุติธรรมเท่ากับธรรมชาติ จึงตอกย้ำความไม่เท่ากัน &nbsp;</p>
<h4><strong>“เราถูกปกครองอย่างไร?”</strong></h4>
<p>เมื่อตั้งคำถามว่าสังคมแอฟริกาถูกปกครองอย่างไร ความในหน้า 243 อันเป็นบทสนทนาระหว่างเนลสันกับคนค้ายาเสพติดตอนหนึ่ง เขาถามว่า &nbsp;</p>
<blockquote><p>“ทำไมจึงเลือกใช้ชีวิตเสี่ยงอันตรายอย่างนั้น” เขาบอกว่าตอนแรกเขาอยากเป็นครู แต่พ่อแม่ยากจนเกินไปที่จะส่งเขาเรียนวิทยาลัย ภายหลังออกจากโรงเรียนเขาก็ไปทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่ง แต่ค่าแรงน้อยนิดเกินกว่าจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง เขาจึงเริ่มหารายได้ด้วยการลักลอบค้ากัญชา และไม่นานเขาก็พบว่ามันทำกำไรมากจนต่อมาเขาลาออกจากโรงงานเสียด้วยเลย เขาบอกว่าหากเป็นประเทศอื่นในโลกเขาคงจะมีโอกาสได้ใช้ความสามารถของตนเอง “ผมเห็นคนผิวขาวที่ด้อยความสามารถและด้อยสติปัญญากว่าผมกลับมีรายได้มากกว่าผมถึงห้าสิบเท่า” หลังจากนิ่งเงียบไปนาน เขาก็ประกาศด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “ผมก็เป็นสมาชิกเอเอ็นซีเหมือนกัน”</p></blockquote>
<p>ความข้างต้นสะท้อนว่า เราถูกปกครองด้วยความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างที่แฝงฝังเกินกว่าตัวตนไปถึงการกำหนดชะตากรรม สิ่งที่น่าครุ่นคิดคือ ความอยุติธรรมฝังอยู่ที่ไหน ควรจะไปจัดการที่ตรงไหน อย่างไร เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างพ่อค้ายาเสพติดที่อ้างถึงนั้น ต่อให้ขยันก็ไม่ลืมตาอ้าปากได้ในโครงสร้างสังคมเช่นนี้ ปัญหาอยู่ที่บุคคลหรือโครงสร้าง สะท้อนย้อนคิดกลับมาที่สังคมการเมืองของไทย ทำไมการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทุกเมื่อเชื่อวันจึงไปผูกติดกับ ‘บุคคล’ อยู่ร่ำไป เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น</p>
<p>ต่อเนื่องจากชุดคำถามที่กล่าวมาแล้ว ในหนังสือเล่มนี้ยังแนบสองคำถามชวนให้เราใคร่ครวญแม้จะวางหนังสือลงแล้ว คือ (หนึ่ง) ถ้าหากท่านออกกฎหมายได้จะทำอะไร? (สอง) ท่านจะทำให้แอฟริกาใต้เป็นดินแดนที่ทุกคนมีความสุขได้อย่างไร? &nbsp;โปรดสังเกต: เขาไม่ถามว่าทำอย่างไรให้คนดำหรือคนขาวมีความสุข หรือเศรษฐกิจดีขึ้นได้อย่างไร? ทั้งไม่ใช้คำถามเชิงแบ่งแยก ทว่าเป็นคำถามที่มนุษย์สามารถจินตนาการได้เกินโครงสร้างที่บีบรัดเราไว้ (คนจนมากกว่าคนรวยแน่นอน ยามมีแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง น่าฉงนนักทำไมเรื่องนี้จึงชี้นิ้วไปที่คนจนเป็นหลัก ไม่มีใครพูดถึงคนที่มีมากอยู่แล้ว ประหนึ่งตอกย้ำให้คนจนจนอย่างเพียงพอ กล่าวให้ถึงที่สุด จินตนาการเรื่อง ‘ความพอเพียง’ คนกำกับเชิงโครงสร้างได้จัดวางตำแหน่งแห่งที่ไว้สำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น จะทำอย่างไรให้ไปไกลกว่าโครงสร้างเดิม ฤาเราจะอยู่แค่นี้)</p>
<p>ลองจินตนาการร่วมกันให้มากขึ้นอีก “คนแอฟริกันถูกปกครองอย่างไร?” จากความในหน้า 752 ช่วงท้าย มีคนถาม 'เนลสัน แมนเดลา’ ว่า หลังออกจากคุกเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบว่า “ผมออกจากคุกมาแล้ว แต่ผมก็ยังไม่มีอิสระ” และอธิบายมากขึ้นดังความว่า</p>
<blockquote><p>“ผมถูกถามเช่นกันเกี่ยวกับความกลัวของคนขาว ผมรู้ว่าประชาชนคาดหวังว่าผมจะมีความเคียดแค้นชิงชังคนขาว แต่ผมไม่มี ในคุกนั้น ความโกรธคนขาวของผมบรรเทาลง แต่ความเกลียดชังระบบได้งอกงามขึ้น ผมต้องการให้แอฟริกาใต้มองว่าผมรักแม้กระทั่งศัตรูของผม ขณะที่เกลียดชังระบบซึ่งทำให้เราหันหน้ามาประหัตประหารกัน</p><p>ผมต้องการให้ผู้สื่อข่าวตระหนักถึงบทบาทสำคัญของคนขาวในระบบใหม่ ผมไม่เคยพยายามจะละเลยประเด็นนี้ เราไม่ต้องการจะทำลายประเทศก่อนจะปลดปล่อยให้เป็นไท และการขับคนขาวออกไปมีแต่จะทำให้ชาติย่อยยับอับปาง ผมบอกว่ามีจุดกึ่งกลางระหว่างความกลัวของคนขาวกับความหวังของคนดำ และพวกเราในเอเอ็นซีจะค้นหาจุดนั้น ‘คนขาวก็เป็นชาวแอฟริกาใต้’ ผมพูด ‘และเราต้องการให้พวกเรารู้สึกปลอดภัยและรู้ว่าเรารู้สึกขอบคุณที่พวกเขาได้ช่วยพัฒนาประเทศนี้’ ...[...]...</p><p>เราต้องทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้เพื่อนร่วมชาติผิวขาวของเราคล้อยตามว่าแอฟริกาใต้ใหม่ซึ่งไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ จะเป็นดินแดนที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน</p></blockquote>
<p>กล่าวโดยสรุป การสนทนากับตัวเองเมื่ออยู่ในคุกทำให้จิตใจของ 'เนลสัน แมนเดลา’ สงบเยือกเย็น ละความเคียดแค้นชิงชัง ความโกรธคนได้บรรเทาลง แต่ความเกลียดชังระบบเจริญงอกงาม ลดการเกลียดบุคคล และไปเกลี่ยดโครงสร้างดีกว่า เพราะหากยังมีความเคียดแค้นลงที่ตัวบุคคลผลคือเราจะออกมาฆ่ากัน แต่ถ้าเกลียดระบบร่วมกันเราจะออกไปต่อสู้กับระบบร่วมกัน &nbsp;วิธีคิดของเขาเช่นนี้ จึงมาสู่คำตอบของหลักสูตรที่สาม ที่ว่า “ความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง” โดยพยายามหาวิธีการที่เราจะเปลี่ยนโลกที่เราอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร เราจะเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นอย่างไรนั่นเอง</p>
<p>มนุษย์ชอบคิดว่าปัญหาของคนอื่นไม่ใช่ปัญหาของเรา และทำให้ปัญหาของเราเป็นของคนอื่นด้วย เช่น เมื่อน้ำท่วมที่ใดซ้ำซาก ทำไมจึงเกิดขึ้น คนหนึ่งอาจเลือกยกพื้นบ้านให้สูงขึ้นเพื่อให้ตนพ้นจากปัญหานั้น ทว่าหากน้ำท่วมระดับสูงก็มีความเป็นไปได้สองทางคือ เราสามารถเอาตัวรอดได้เพียงลำพัง หรือจมน้ำร่วมกับคนอื่นในชุมชนด้วย แต่ถ้าจะต่อสู้ต้องคิดว่าซอยอื่นมีโอกาสเกิดสถานการณ์เช่นเดียวกับเรา ดังนั้น ปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องร่วมออกแบบวางแผนในการแก้ไขปัญหาด้วยกัน</p>
<p>ทั้งนี้ “ทุกประเทศเคลื่อนไปไม่ได้ ถ้าไม่อ่านหนังสือ” แมนเดลาพูดกับประชาชนครั้งแรกหลังออกจากคุก “เพื่อนเอ๋ย สหาย และชาวแอฟริกาใต้ทั้งหลาย ผมขอทักทายพวกท่านในนามของสันติภาพ ประชาธิปไตย และเสรีภาพของทุกคน!!! ผมยืนอยู่ตรงหน้าท่านทั้งหลายไม่ใช่ฐานะศาสดา แต่เป็นข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยของพวกท่าน ประชาชนทั้งหลาย”.</p>
<p>……………………………….</p>
<h3>อภิชญา โออินทร์, ศูนย์จัดการความขัดแย้ง สถาบันสันติศึกษา</h3>
<p>อ่านครั้งแรกเมื่อปี &nbsp;2014 &nbsp;หนังสือ “หนทางไกลสู่เสรีภาพ” มีความยาวเกินแปดร้อยหน้า แมนเดลาเขียนจากในคุกเมื่อครั้งยังเป็นนักโทษการเมืองที่เกาะร็อบเบน กระดาษกว่าห้าร้อยแผ่นที่เต็มไปด้วยชวเลขขนาดเล็กถูกลักลอบออกมา โดยความช่วยเหลือของเพื่อนร่วมอุดมการณ์สองคนคือ ‘วอลเตอร์ ซิซูลู’ และ ‘อาเม็ด แคธราดา’ &nbsp;เพื่อบอกเล่าเกี่ยวกับผู้คนมากมายที่ได้พบเจอระหว่างการเดินทางไกลสู่เสรีภาพของเขาและชาวแอฟริกันสู่สายตาประชาคมโลก &nbsp;</p>
<h4><strong>โลกของแมนเดลและการตั้งคำถามถึงภาวะการเป็นผู้นำ</strong></h4>
<p>หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจ 'เนลสัน แมนเดลา' ถึงพัฒนาการภาวะผู้นำ เมื่ออ่านจบทั้งเล่มแล้วทำให้เราทิ้งค้างในใจ โลกแห่งความจริงบุคลิกของผู้นำคืออะไร? สภาวะความเป็นผู้นำเป็นอย่างไร? คนเราเกิดมาเป็นผู้นำได้เลยหรือไม่? หรือจะต้องสร้างคนให้เป็นผู้นำ? ภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากบุคคล? หรือ เริ่มต้นต้นจากชุดของสถานการณ์และการกระทำ? อันต่างจากหนังสือเล่มอื่นอาจยกย่องให้แมนเดลาเป็นรัฐบุรุษ มีบุคลิกพิเศษ &nbsp;</p>
<p>หนังสือเล่มนี้ได้บอกถึงความเป็นสามัญ ความเป็นคนของแมนเดลา ผ่านการเดินทางไปพบปะผู้คนตั้งแต่โลกเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน ในสังคม โรงเรียน มักกล่าวถึงคุณสมบัติด้านดีที่เขาเอาเป็นแบบอย่าง และระลึกถึงด้านไม่พึงปรารถนาของคนเหล่านั้นแล้วสอบทานกับความคิดและการกระทำของตนเองอยู่ตลอดเวลา เขาไม่ละเลยที่จะกล่าวถึงคนที่เขามีปฏิสัมพันธ์ด้วยตลอดระยะเวลาของการต่อสู้ ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะสำคัญมากน้อยต่างกันอย่างไร แมนเดลาเอ่ยถึงพวกเขาโดยแฝงแง่คิดบางอย่างเสมอ ที่สำคัญเขาได้เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานว่าระดับการศึกษาไม่ได้เป็นหลักประกันความเป็นผู้นำและไม่มีความหมายอะไรเลยหากคนผู้นั้นไม่ได้เข้าไปในชุมชนและพิสูจน์ตนเอง</p>
<p>'เนลสัน แมนเดลา' เป็นส่วนหนึ่งในสังคมใหม่และโลกใหม่ที่ต้องพิสูจน์ตนเอง โลกทัศน์ที่ไม่ได้เกิดมาเป็นผู้นำเลย แต่สะท้อนโลกทัศน์ที่ย้ำให้เราเชื่อเรื่องการฝึกฝน เช่น การออกไปฟังแถลงการณ์ของผู้นำคนหนึ่งที่พูดถึงระบอบเหยียดผิวทำให้เขาค้นพบว่าในหมู่บ้านไม่ใช่โลกสงบสุขใบเดิมเสียแล้ว เขาทำให้ตระหนักว่าการเป็นผู้นำที่มีพรสวรรค์บางอย่างต้องเปิดตนเอง ปฏิสัมพันธ์ เรียนรู้ และสร้างการเปลี่ยนแปลง การถกเถียง การหาข้อสรุป การหาฉันทามติ ที่สำคัญสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในพื้นที่ที่มีเสรีภาพน้อยที่สุดคือคุก</p>
<h4><strong>บทเรียนสู่การแปรแปลี่ยนความขัดแย้ง</strong></h4>
<p>แม้หนังสือเล่มนี้ถูกจัดประเภทว่าเป็นอัตชีวประวัติก็จริง แต่ในสาระสำคัญของ “หนทางไกลสู่เสรีภาพ” ได้ทิ้งร่องรอยของปรากกฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นทุกระดับ ทั้งระดับปัจเจก กลุ่ม ประเทศ และโลก แมนเดลากำลังบอกผู้อ่านว่า เราไม่อาจเข้าใจการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งในรูปแบบของ “วีรบุรุษผู้มีคุณธรรมสูงส่งที่จะมาช่วยเหลือมวลมนุษย์” อีกต่อไป ทว่าการเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ (Systemic understanding) ต่างหากที่จะเป็นคุณูปการต่อการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง</p>
<p>ในการวิเคราะห์ความขัดแย้งทางสังคมยืดเยื้อยาวนานของ Edward Azar เช่นสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เมียนมาร์ ฯลฯ ได้จำแนกตัวแปรที่มีผลต่อพลวัตของกระบวนการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้ง (Process Dynamics) เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ หนึ่ง กลยุทธ์ของชุมชนหรือกลุ่ม (Communal action Strategies) สอง กลยุทธ์และการกระทำของรัฐ (State actions and strategies) และสาม กลไกที่มีอยู่โดยธรรมชาติของความขัดแย้ง (Built-in mechanisms of conflict) หนังสือเล่มนี้เป็นตัวอย่างของการทำความเข้าใจตัวแปรทั้งสามกลุ่มได้อย่างดีเยี่ยม กล่าวโดยสรุป คือ</p>
<p><strong>ตัวแปรแรก กลยุทธ์ของชุมชนหรือกลุ่ม</strong> ข้อชวนคิดสำหรับนักต่อสู้ เมื่อใดก็ตามที่กลุ่มคนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้มีแรงขับดันให้สู้ด้วยกัน กลุ่มหรือชุมชนของตนจะสามารถประนีประนอมเชิงกลยุทธ์ในสถานการณ์ต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด? และกระบวนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มเป็นอย่างไร? “หนทางไกลสู่สันติภาพ” แมนเดลาสะท้อนบ่อย ๆ ในสังคมแอฟริกันมีคนผิวดำ ผิวผสม อินเดีย คนผิวขาว ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ เอเอ็นซีจะผนึกความร่วมมือกับกลุ่มอื่นหรือไม่ ถ้าร่วม จะร่วมอย่างไร เพราะแม้ว่าเอเอ็นซีจะสู้กับศัตรูเดียวกันกับกลุ่มอื่น ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ค่านิยม ผลประโยชน์ และความต้องการของกลุ่มคนเหล่านั้นบางครั้งก็เป็นคนละเรื่องกันและการร่วมมือกับบางกลุ่มก็อาจหมิ่นเหม่ต่อการสูญเสียภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของเอเอ็นซีด้วยซ้ำ หนังสือเล่มนี้ได้วาดภาพการใช้เหตุผลและการต่อรองในหมู่สมาชิกของเอเอ็นซีไว้อย่างน่าสนใจ เน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นของการจัดกระบวนการการต่อสู้ซึ่งปรับตามสถานการณ์โดยไม่ละทิ้งหลักการเพื่อเสรีภาพของประชาชนทั้งปวง</p>
<p>และการเดินทางไกลให้ข้อสรุปหนึ่งว่า การออกแบบการปกครองให้พ้นจากวิธีคิดการกดขี่นั้นไม่จำเป็นว่าอดีตเคยถูกกดขี่จากคนขาวแล้วต้องเกลียดคนขาวด้วย มิฉะนั้น เราเองก็จะตกเป็นเหยื่อในการแบ่งแยกเสียเอง และการช่วงชิงการนำของกลุ่มต่าง ๆ ก็มีอิิทธิพลต่อดุลยภาพของสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติเสมอ ด้วยเหตุนี้ องค์ประกอบของความขัดแย้งที่กลายเป็นความรุนแรงและควบคุมไม่ได้จะปรากฏอยู่ในบทบาทการนำของแต่ละกลุ่มนั่นเอง แง่นี้ การเปิดพื้นที่แห่งการประนีประนอมและการปรับตัว เพื่อหาทางออกทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ยาก หากกลุ่มหรือชุมชนไม่เห็นความสำคัญของจุดยืน จุดสนใจ และความต้องการของกลุ่มอื่น ๆ ในสังคม เพราะข้อเสนอใด ๆ ที่เกิดขึ้นในการเจรจาในอนาคตก็มักถูกมองว่าเป็นกลไกให้ได้มาซึ่งอำนาจในการควบคุมอีกฝ่ายเท่านั้นเอง เอเอ็นซีจึงยกกลยุทธ์ความร่วมมือ จัดตั้งองค์กรประชาชนชาวแอฟิกัน (African People’s Organization: APO) ให้เป็นพื้นที่ความร่วมมือระหว่างชาวแอฟริกัน ชาวอินเดีย และพวกลูกผสม ที่ถือว่าเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในเอกภาพท่ามกลางการกดขี่ทั้งปวงในแอฟริกาใต้</p>
<p>สะท้อนเชื่อมโยงกลับมาในสังคมไทย การที่เราอยู่ในภาวะกดขี่ร่วมกัน ทางหนึ่งที่แปรเปลี่ยนโดยไม่ใช้กำลังหรือความรุนแรง คือการต้องผนึกกำลังเช่นเดียวกับที่แมนเดลาชี้นำความคิดประชาชนแอฟริกาใต้ เกลียดรัฐบาลคนขาวได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเกลียดคนขาว นี้เป็นบทเรียนน่าสนใจ &nbsp;</p>
<p><strong>ตัวแปรสอง กลยุทธ์และการกระทำของรัฐ</strong> คือกลยุทธ์เชิงนโยบายที่รัฐใช้ในการแบ่งแยกแล้วปกครอง (Divine and Rule) สร้างความเหลื่อมล้ำแนวราบมากกว่าการเอื้อประโยชน์คนรวยและกดเพดานการกระจายทรัพยากรให้คนจน ทว่าเป็นการแบ่งแยกบนพื้นฐานของสีผิว อัตลักษณ์ ขั้วทางการเมืองที่ตกทอดมาจากจักรวรรดิ์นิยมอังกฤษเพื่อธำรงอำนาจของเชื้อชาติที่มีอำนาจปกครอง ลดอิทธิพลของกลุ่มที่ต่อต้าน และส่งเสริมให้เกิดการแบ่งแยกสีผิวคงอยู่และฝังรากลึกในสังคมแอฟริกาใต้ ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติเป็นหัวใจสำคัญให้เกิดความขัดแย้งยิ่งดำรงยาวนานย่อมเป็นความรุนแรงที่ยืดเยื้อได้</p>
<p><strong>ตัวแปรสาม กลไกที่มีอยู่โดยธรรมชาติของความขัดแย้ง</strong> ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์แนวตั้งและแนวราบอย่างเงียบๆ การแบ่งแยกสีผิวผ่านนโยบายเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำแนวราบ และนำไปสู่ความเกลียดชังในระดับปัจเจกและกลุ่มอย่างร้ายแรง ถึงแม้ว่าหนังสือจะไม่ได้เน้นย้ำให้เห็นความรุนแรงดังกล่าวมากนัก แต่ก็พบเห็นได้ตลอดทั้งเรื่อง ดังเช่นคำบอกเล่าตอนหนึ่งแสดงให้เห็นความเกลียดชังซึ่งนำไปสู่การกีดกันอย่างเป็นระบบ:</p>
<blockquote><p>“…[…]…เป็นอาชญากรรมถ้าเราเดินผ่านประตูสำหรับคนขาวเท่านั้นเป็นอาชญากรรมถ้าเราดื่มน้ำพูที่มีไว้สำหรับคนขาวเท่านั้นเป็นอาชญากรรมถ้าเราอยู่บนท้องถนนหลังห้าทุ่มเป็นอาชญากรรมถ้าเราไม่มีใบผ่านแดนเป็นอาชญากรรมถ้าเราว่างงานและเป็นอาชญากรรมหากเราทำงานผิดที่ผิดทาง....”</p></blockquote>
<p>สังคมแอฟริกาใต้ยอมรับการกีดกันและความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ได้อย่างไร แสดงว่าสังคมต้องมีบางอย่างผิดปกติไม่ใช่แค่รัฐผิดปกติ และกลไกหนึ่งที่ดำรงอยู่ยาวนานคือการปล่อยให้อคติและความเกลียดชังดำรงอยู่ “ภายใน” (internalize) ชีวิตประจำวัน มีคนได้รับผลกระทบจำนวนมาก</p>
<p>กล่าวแต่ต้น “หนทางไกลสู่เสรีภาพ” เป็นอัตชีวิตประวัติที่ทำให้เราเรียนรู้สังคมแอฟริกาใต้ตั้งแต่ปัจเจก สังคม ชุมชน ประเทศ และโลกอย่างเป็นระบบ รวมถึงกลยุทธ์ทางการเมืองที่โยกเปลี่ยนจากการต่อสู้เชิงบุคคลไปสู่การต่อสู้เชิงโครงสร้างเพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เช่น เมื่อพบว่าโรงเรียนเป็นต้นทางของความไม่เป็นธรรม ก็มีการรณรงค์เพื่อหยุดไม่ให้นักเรียนไปโรงเรียนนั้นพร้อมกับเสนอทางเลือกบางอย่างให้แก่โรงเรียนที่มีนโยบายเหยียดผิว ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างก็คือการเสนอทางเลือกบางอย่าง และหากทางเลือกนั้นมาจากผู้นำคนเดียวที่มีความขัดแย้งกับกลุ่มต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนข้อเสนอให้มาจากมวลชนการต่อสู้ที่ได้ผลกระทบจากโครงสร้างจำนวนมาก ดึงผลกระทบที่อยู่กระจัดกระจายทั่วทุกหัวระแหง ทำให้ผู้นำเห็นผลกระทบจากเชิงโครงสร้างหลากหลายไม่ใช่จากใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น รวมทั้งประกาศเป็นกฎบัตรเสรีภาพ เพื่อให้เป็นพื้นที่ในการต่อสู้ที่มาจากมวลชนทุกกลุ่ม เป็นต้น</p>
<p>ตัวอย่างกลยุทธ์ทางการเมืองที่โยกเปลี่ยนจากการต่อสู้เชิงบุคคลไปสู่การต่อสู้เชิงโครงสร้างเพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนที่เป็นทเรียนสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ แมนเดลาเป็นคนริเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพก็จริง ทว่าการพิจารณาความขัดแย้งไม่ได้เริ่มต้นพิจารณาจากระดับใหญ่ โครงสร้างความไม่เป็นธรรมปรากฏผ่านชีวิตประจำวัน เช่น คุก วิธีการต่อสู้ในคุกและนอกคุกของเอเอ็นซี ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างเดียว แต่เป็นการต่อสู้ที่เรียกว่า “เอกภาพ” แมนเดลาวางบทบาทในคุกของตนเองเป็นทั้งแกนนำเอเอ็นซีและผู้ส่งเสริมความเป็นเอกภาพ ตัวแทนที่ซื่อตรงและผู้สร้างสันติภาพ จะเห็นได้จากการไม่ยอมขึ้นให้การเป็นพยานในคดีปะทะกันระหว่างคนของเอเอ็นซี พีเอซี (Pan Africanist Congress) และบีซีเอ็ม (Black Consciousness Movement) เขาเลือกที่จะรักษาความเป็นกลางและเป็นผู้สร้างความปรองดองโดยยอมผิดใจกับเพื่อนของเขาในเอเอ็นซี เพราะในการต่อสู้ที่ทุกกลุ่มมีศัตรูร่วมกันนั้น ภารกิจในการสร้างความเป็นเอกภาพนั้นย่อมยิ่งใหญ่กว่าความจงรักภักดีส่วนบุคคล</p>
<p>โดยสรุป “หนทางไกลสู่เสรีภาพ” ไม่เพียงถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดของผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่าง ‘เนลสัน แมนเดลา’ เท่านั้น แต่ให้คุณูปการต่อการทำความรู้จักประเทศแอฟิกาใต้ในมิติที่น้อยคนนักจะเข้าถึง นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่สนใจความขัดแย้งและกลยุทธการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ หนังสือเล่มนี้จะพาท่านเดินทางไปพร้อมกับบทเรียนที่สำคัญมากมาย และหนึ่งในนั้นคือบทเรียนที่ว่า <strong>การเดินทางสู่เสรีภาพไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เพราะต้องเกิดจากการทำงานภายในตัวตนของนักสู้เองแลภายนอกกับผู้คนมากมาย เป็นเส้นทางเมื่อมองย้อนกลับมายังจุดเริ่มต้นแล้วจะพบว่า เรื่องราวระหว่างทางมักทำให้นักสู้เหล่านั้นค้นพบคำตอบของคำถามเชิงจริยธรรมที่เคยมีต่อตนเอง คนอื่น และสังคมเสมอ</strong>.</p>
<p>……………………………….</p>]]></content><author><name>ฐิตินบ โกมลนิมิ</name></author><category term="Social" /><category term="เสรีภาพ" /><category term="แอฟริกาใต้" /><category term="เนลสัน แมนเดลา" /><category term="Long Walk to Freedom" /><category term="Nelson Mandela" /><category term="สถาบันสันติศึกษา" /><summary type="html"><![CDATA[หลายคนอาจจะลืมเลือนไปว่าวันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปีเป็น ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ และแม้ว่างานชิ้นนี้จะล่วงเวลามานานทว่าเนื้อหาการสนทนายังคงเป็นประโยชน์ สมสมัย และสามารถเชื่อมโยงสู่การจัดการกับปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย ทั้งต่อกระบวนการสันติภาพ และห้วงเวลาของการเข็น 'ยุทธศาสตร์ชาติ' การจัดตั้งการปรองดองของชาติ ฯลฯ โดยบทความชิ้นนี้ถอดมาจากเวทีวิชาการ “#หนทางไกลสู่สันติภาพ”: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้ ในโอกาสที่สถาบันสันติศึกษา&nbsp;มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติ ‘เนลสัน แมนเดลา’ [Long Walk to Freedom: Nelson Mandela] ขึ้นมา เพื่อเผยแพร่แก่ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนของแอฟริกาใต้ เรื่องการสร้างสันติภาพและการสร้างความปรองดอง รวมทั้งนโยบายต่างประเทศในแง่มุมต่าง ๆ&nbsp; ปี 2010 (2553) สถาบันสันติศึกษาได้ตีพิมพ์หนังสืออัตชีวประวัติ ‘เนลสัน แมนเดลา’ [Long Walk to Freedom: Nelson Mandela] ขึ้นมา &nbsp;เพื่อเผยแพร่แก่ผู้อ่านชาวไทยที่สนใจเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนของแอฟริกาใต้ เรื่องการสร้างสันติภาพและการสร้างความปรองดอง รวมทั้งนโยบายต่างประเทศในแง่มุมต่าง ๆ &nbsp;อันเป็นที่มาอย่างสำคัญในการจัดเวทีวิชาการ “หนทางไกลสู่สันติภาพ”: &nbsp;อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้ &nbsp;และนี้คือการสร้างพื้นที่ของการเรียนเพื่อเชื่อมโยงรู้เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งจากภาควิชาการ สู่ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน บทเรียน ‘แอฟริกาใต้’ เพื่อโอกาสแปรเปลี่ยนความขัดแย้งสังคมไทย ผศ.ดร.ภัทร อัยรักษ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวต้อนรับเพื่อเปิดเวทีวิชาการใจความสำคัญสรุปว่า การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการสร้างสันติภาพเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ประเทศไทยไม่ว่าภูมิภาคใดก็ตาม การเปลี่ยนผ่านทางสังคมการเมืองและความขัดแย้งย่อมเกี่ยวข้องกับบริบทซับซ้อน รวมทั้งการดิ้นรนต่อสู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของฝ่ายต่าง ๆ ที่สังคมไทยต้องใช้ความพยายามในระยะยาว &nbsp; บทเรียนจากประเทศแอฟริกาใต้เป็นบทเรียนที่ทำให้เห็นการต่อสู้ดิ้นรนของฝ่ายต่าง ๆ ที่จะสร้างสถาบัน ระบบขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการแบ่งแยกสีผิว การเลือกปฏิบัติ สร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียมกัน การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการด้านต่าง ๆ ของประชาชนเกิดความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนเดือดร้อนรวมตัวเพื่อล้มล้างนโยบายการเหยียดสีผิว หลังจากที่ดิ้นรนเป็นเวลาหลายปีจนนโยบายดังกล่าวสิ้นสุดลง ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี ‘เนลสัน แมนเดลา’ การสร้างสันติภาพและการสร้างความปรองดองดังกล่าว เรามีบทเรียนที่เรียนรู้ได้มากมาย สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งต่อพลเมืองของไทยในอนาคต ในการจัดการกับความรุนแรงทั้งสถานการณ์ในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ &nbsp; โดยไม่มีความสงสัย การได้เรียนรู้เกี่ยวกับอดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้นั้น เพื่อสะท้อนไปสู่ปฏิบัติการในพื้นที่ของจังหวัดชายแดนใต้/ปาตานีด้วย เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้ครุ่นคิดถึงกระบวนการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งระยาวในประเทศไทย และกระบวนการสร้างสันติภาพของชายแดนใต้/ปาตานี …………. อนึ่ง ที่ประชุมของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2009 (2552) ได้กำหนดให้วันคล้ายวันเกิดของนายแมนเดลา 18 กรกฎาคม เป็น ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ เพื่อให้ความสำคัญต่อบทบาทของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ที่ต่อสู้เพื่อสันติภาพ มนุษยธรรม ความยุติธรรมทางสังคม และการสร้างความปรองดองแห่งชาติในตลอด 67 ปีที่ผ่านมา ในภารกิจการปลดปล่อยชาวแอฟริกาใต้และนำเอกภาพมาสู่ทวีปแอฟริกา โดยนาย บันคีมูน เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ ให้ถือ ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ เป็นวันเริ่มปฏิบัติการเพื่อมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลง เป็นสาส์นที่ส่งถึงประชาชนทั่วโลกให้เข้าร่วมกระบวนการสร้างสรรค์สันติภาพ เสถียรภาพ และความยุติธรรมทางสังคมอย่างเข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นของขวัญชิ้นพิเศษมอบให้แก่ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ที่ได้สละตลอดชีวิตของตนเพื่อคุณค่าอันสูงส่งของมนุษย์ “หนทางไกลสู่เสรีภาพ: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้” ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “หนทางไกลสู่เสรีภาพ: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้” โดย H.E. Ms. Robina P. Marks เอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ และลาว เธอกล่าวว่า: การเกิดขึ้นของเวทีวิชาการ “หนทางไกลสู่เสรีภาพ: อดีตและอนาคตของแอฟริกาใต้” นี้ถือเป็นวันที่สถานฑูตแอฟริกาใต้ และสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สร้างความเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้บทเรียนบิดาของประเทศและอดีตประธานาธิบดี 'เนลสัน แมนเดลา' &nbsp; ขอบคุณสถาบันสันติศึกษาที่มีวิสัยทัศน์สนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือและจัดงานครั้งนี้ขึ้นมา ชื่นชมอย่างยิ่งต่อคุณสมาพร แลคโซ ผู้อุทิศตนทุ่มเทแปลหนังสือ (Long Walk to Freedom: Nelson Mandela) (ชื่อภาษาไทย “หนทางไกลสู่เสรีภาพ”) เล่มนี้ ความสามารถของเธอจะพาผู้คนไปสู่คุณภาพชีวิตใหม่ที่ยอดเยี่ยมจากการเรียนรู้ผ่านแบบอย่างที่ยิ่งใหญ่ &nbsp; ทางสถานฑูตฯ ภูมิใจที่ได้เชื่อมโยงการทำงานกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย และการดำรงอยู่อย่างยาวนาน 52 ปี พิสูจน์การเป็นแหล่งบ่มเพาะพลเมืองที่ดีทั้งมีบทบาทนำทางสังคมอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะคำขวัญและจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยที่ ‘ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง’ นั้น การเห็นประโยชน์เพื่อมนุษย์ชาติดังกล่าวเป็นความเชื่อเช่นเดียวกับ 'เนลสัน แมนเดลา' ที่สร้างแก่นแห่งจิตวิญญาณ ‘อูบุนตู’ (Ubuntu) ที่มีความหมายว่า ‘ฉันเป็นฉัน เพราะว่ามีคุณ’ หรือ บุคคลจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ก็ต่อเมื่อคิดและทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นนั่นเอง &nbsp; 'เนลสัน แมนเดลา’ เคยมาเยือนประเทศไทยหลังถูกปล่อยตัวจากการคุมขังในเรือนจำยาวนานถึง 27 ปี โดยการเชิญของผู้แทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ และยังพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ พระองค์ท่านได้ทรงชื่นชมต่อบทบาทการสร้างสันติภาพและการปรองดอง หวังว่าวันนี้จะเป็นเหตุการณ์สำคัญอีกครั้งที่ถูกบันทึกเป็นความร่วมมือสร้างประโยชน์ระหว่างประเทศแอฟริกาใต้และประเทศไทย “แอฟริกาใต้ปรองดองได้อย่างไร?” เมื่อปี 2013 (2556) แมนเดลา: รัฐบุรุษของชาวแอฟริกาใต้ได้จากไป ไม่ใช่เพียงความเศร้าสลดที่ถูกทิ้งไว้ ทว่ายังเป็นพันธะสัญญาที่คนของแอฟริกาใต้จะต้องเดินตามเขา ในฐานะผู้นำที่คนทั่วโลกเคารพนับถือ มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ทั้งในศตวรรษที่ 20-21 ในช่วงชีวิตที่ ‘เนลสัน แมนเดลา’ มีชีวิตอยู่ได้สร้างแรงบันดาลใจและเป็นตำนานให้แก่คนทั่วโลก หลังจากบิดาแห่งประเทศเราได้เสียชีวิต กิจกรรมในการแบ่งปันบทเรียนและประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านสังคมของแอฟริกาใต้ถือเป็นภารกิจที่เราจะบอกเล่าให้ทั่วโลกได้รับทราบ กรอบคิดที่อยากแลกเปลี่ยนวาระนี้ คือ แนวคิดเรื่องการใช้ ‘อำนาจอ่อน’ หรือ ‘อำนาจที่ไม่เป็นทางการ’ (soft power) หรือ ‘อำนาจในการโน้มน้าวชักจูง’ ของศ.ดร.โจเซฟ เนย์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อดีตรัฐมนตรีกว่าการกระทรวงกลาโหม แห่งสหรัฐอเมริกา คำนิยมที่ใช้คือ ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ ก็น่าจะตรงกับการดำเนินการทางการฑูตของแอฟริกาใต้ด้วย ศ.ดรโจเซฟ เนย์ บอกว่า ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ (soft power) คือความสามารถของประเทศในการสร้างอิทธิพลกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ผ่านการโน้มน้าวจูงใจ ประเทศใดที่มีการใช้อำนาจลักษณะนี้ แสดงว่าเป็นประเทศที่มีสถาบัน ค่านิยม ระบบที่ชื่นชมยกย่องประเทศอื่น &nbsp; เราต้องการสร้างกรอบการอธิบายวิธีคิดของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ด้วยบริบทคำอธิบายว่าด้วยเรื่องการใช้ ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ (soft power) และคิดถึงอิทธิพลของแมนเดลาในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ สันติภาพ อิสรภาพของความยุติธรรม และมนุษยชน รวมทั้งการได้คืนมาของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เวลา 27 ที่อยู่ในเรือนจำ การดิ้นรนสู้เพื่ออิสรภาพ และกลายมาเป็นคุณค่าที่องค์การสหประชาติชาติยกย่องให้เป็น ‘วันเนลสัน แมนเดลา’ 18 กรกฎาคมของทุกปี &nbsp; ‘เนลสัน แมนเดลา’ เป็นบิดาของชาติและเป็นบุตรชายของแอฟริกาใต้ เป็นพลเมืองอันโดดเด่นของโลก ซึ่งมีการเฉลิมฉลองรำลึกถึงชีวิตและผลงานของเขาไปทั่วโลก โดยข้อเท็จจริงแล้วมีหลายสิ่งที่ตั้งชื่อตาม ‘เนลสัน แมนเดลา’ เพราะได้สร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาว ทั้งผิวขาว ผิวดำ คนในประเทศและต่างประเทศ จากความมุ่งมั่นเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และเป็นผู้ที่มีความสม่ำเสมอในแนวทางปฏิบัตินิยมมายาวนานแล้ว ก่อนที่โลกจะได้รู้จักเขา &nbsp; ทว่าสิ่งที่น่าประทับใจ คือนิสัยของท่านเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ ที่มีความเป็นประชาธิปไตย ตระหนักถึงความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกันของผู้คน ทำให้ประเทศของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิว สิ่งที่หยั่งรากลึกมากที่สุดที่ทิ้งไว้ให้แก่ประชาชนแอฟริกาใต้ คือ การเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่เสมอจนเป็นแบบอย่างแก่ทั่วโลก &nbsp; แอฟริกาใต้อยู่แถวหน้าการถูกบอกว่าเป็นประเทศที่มีความอดทนอดกลั้นในการต่อต้านการใช้ความรุนแรง ดูแลตนเองทั่วทั้งทวีป จนได้รับการยอมรับเข้ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จี 20 (Group of Twenty Finance Ministers and Central Bank Governors) เป็นสมาชิกสองครั้ง ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สามารถจัดงานฟุตบอลโลกเมื่อปี 2010 (2553) และยังเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศ กําลังพัฒนาที่มีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว หรือ ‘บริคส์’ (BRICS) เป็นภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ที่ประกอบด้วย จีน อินเดีย บราซิล รวมทั้งแอฟริกใต้นั่นเอง เป็นกลุ่มประเทศที่บริหารจัดการหุ้นส่วนของการปกครองระดับโลก ทุกวันนี้ แอฟริกาใต้แตกต่างไปมากมายจากอดีตที่เคยแบ่งแยกสีผิว คนดำไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาในสถาบัน การแบ่งแยกการสมรส และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ สิ่งเหล่านี้มีการแก้ไขอย่างต่อเนื่องเพื่อมนุษยชาติ เหล่านี้คือมรดกจากคุณค่าการทำงานหนักและมุ่งมั่นของท่าน เราระลึกถึงหลักการใช้ ‘อำนาจในการมุ่งเน้นสร้างอิทธิพลต่อคนอื่น’ ในวันที่ระลึกถึงท่าน เพื่อนำไปสู่การสร้างสันติภาพ สิทธิมนุษยชน และการปรองดอง มีการส่งเสริมค่านิยมของท่านมองโลกเหมือนที่ท่านมอง และได้ยินเสียงเหมือนท่าน เพื่อทำให้ทุกวันเป็นเหมือนกับ ‘วันของเนลสัน แมนเดลา’. จะแปรความขัดแย้งเป็นยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างไร? “แม้ล้มนโยบายแบ่งแยกสีิผิวลงแล้ว แต่ถ้าไม่สามารถแก้และจัดการทัศนคติได้ ตราบนั้น ความอยุติธรรมก็ยังดำรงอยู่ นโยบายเป็นเรื่องจำเป็นก็จริง แต่ไม่เพียงพอการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งกว่า” นี้คือหัวใจสำคัญจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างท่านเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทยและผู้เข้าร่วมเสวนา หลังการกล่าวปาฐกถาจบ โดยสาระอื่น ๆ สรุปความได้ดังนี้ &nbsp; จุดเปลี่ยนของ 'เนลสัน แมนเดลา’ จากนักโทษ ผู้ถูกกดขี่ไปสู่นักสร้างสันติภาพ “คือ การใช้เวลาในเรือนจำฝึกทำสมาธิทุกวันในช่วงเวลายากลำบาก ไตร่ตรองจากข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีประโยชน์ในการสร้างความขุ่นเคืองอีกต่อไป การโกรธ การสร้างความไม่พอใจคือการกลืนยาพิษ การทำเช่นนั้นคือการยึดติดกับความไม่พอใจ ไม่ได้ช่วยให้พัฒนาวิสัยทัศน์ในการสร้างและพัฒนาประเทศ” การสำนึกดังกล่าวเปลี่ยนความโกรธให้เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างชาติ ลืมอดีต ด้วยแอฟริกาใต้เป็นของทุกคน ไม่ว่าเป็นสีผิว เพศ คนพิการ หรือคนสมบูรณ์ “แปรความโกรธจากห้องขังเล็ก ๆ คิดถึงประโยชน์ของแอฟริกาใต้เป็นที่ตั้งก่อน” ในพื้นที่ประชาธิปไตย คนก็ยังมีทัศนคติจำฝังใจได้ ถ้าอัตลักษณ์ถูกกำหนดขึ้นมาเป็นพื้นฐานให้เกิดการริดรอนสิทธิ์ แม้นโยบายการเหยียดผิวล้มล้างไปแล้ว ทุกพื้นที่มีเสรีภาพเสมอภาคเท่ากันในเชิงหลักการ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำให้ได้ คือการลืมความโกรธคนผิวขาว การใช้ชีวิตประจำวันในบางสถานที่ก็ต้องประเมินความสบายใจด้วย เพราะเราเป็นลูกของคนที่ถูกประสบการณ์เหยียดผิว ถูกจองจำ ต้องต่อสู้ แต่อย่างไม่เป็นทางการคนก็จำได้ วันนี้แอฟริกาใต้ยังมีบรรยากาศที่ไม่สบายใจระหว่างสองสีผิว “เมื่อมองว่าคนเท่าเทียมกัน สิทธิทุกคนเท่าเทียมกัน เป็นการเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจมากในประเทศของเรา” สำหรับแรงบันดาลใจของ 'เนลสัน แมนเดลา’ กลายเป็นนักสร้างสันติ นักต่อสู้ มาจากการยอมรับไม่ได้ที่เห็นคนผิวดำเป็นขอทานตามท้องถนน ถูกกีดกันการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการทุกประการในชีวิตประจำวัน เขาไม่สามาถทนความอยุติธรรรมเหล่านั้นได้ โดยแปรเปลี่ยนความโกรธความเกลียดชังเป็นความพยายามเคลื่อนไหวเพื่อการอยู่ร่วมกัน รวมตัวกัน มีสิทธิเสียง พูดออกมาให้ได้เมื่อเห็นความอยุติธรรม 'เนลสัน แมนเดลา’ เป็นนักกฎหมายผิวดำคนแรก ๆ เปลี่ยนความรู้ความเข้าใจเป็นสิทธิ เป็นนิติธรรม ดังนั้น ข้อเสนอของเรา (ท่านเอกอัครราชทูตแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย) โปรดใช้หัวใจและสมองของคุณ นำทฤษฎีความรู้ต่าง ๆ ผนวกคุณค่าเข้ามารวมกันให้ได้ จงลุกขึ้นเป็นตัวแทนของผู้คน ทุกคนมีศักยภาพเป็นผู้เปลี่ยนแปลงได้ โดยทำตัวเองเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ เช่นการตั้งคำถามที่ท้าทายสู่การเปลี่ยนแปลงเรื่องสิทธิคนข้ามเพศ สิทธิผู้หญิง การเรียกร้องความเท่าเทียมกันในแง่มุมต่าง ๆ &nbsp;ทั้งนี้ รูปแบบของอำนาจในเชิงสถาบันไม่ได้สะท้อนความเท่าเทียมกันจำเป็นต้องมีความรู้เชิงวิพากษ์ เมื่อเป็นนักศึกษาและบุคลากรหนึ่งในมหาวิทยาลัยติดอันดับสิบของประเทศและโลก ต้องถามว่าเราจะทำประโยชน์อะไรให้สังคม ชุมชน ทุกคนสามารถเป็น 'เนลสัน แมนเดลา’ โดยสำนึกใช้พลังของคุณสู่ผู้อื่น สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นต่อไป. เสวนาหนังสือ:“บทเรียนจากอัตชีวประวัติ ‘เนลสัน แมนเดลา’ กับการเดินทางสู่เสรีภาพที่ไม่ง่ายดาย” แอฟริกาใต้ผ่านช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านทางสังคมอย่างยาวนาน จากที่เคยมีนโยบายการแบ่งแยกสีผิวและเชื้อชาติที่เรียกว่า ‘อพาร์ไทด์’ (apartheid) กุมอำนาจโดยคนผิวขาว แม้จะมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ แต่ก็ไม่ได้ยอมรับความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม กลับวางกฎเกณฑ์กีดกัน ‘คนผิวสี’ อย่างมาก จำกัดการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ และการมีส่วนร่วมทางการเมือง แบ่งแยกส่วนคนขาวและคนดำชัดเจน สร้างแรงโกรธแค้นจนเกิดการประทุต่อสู้ระหว่างปี 1960 - 1970 อย่างเข้มข้น และมีการปราบปรามแกนนำการประท้วง หนึ่งในนั้นคือ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ที่กลายมาเป็นประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้และเป็นผู้นำสีผิวคนแรก กว่าจะเดินทางมาสู่ช่วงเวลาปราศจากการแบ่งแยกและเป็นประชาธิปไตยใช้เวลาในการเดินทางไกล สูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก ‘เนลสัน แมนเดลา’ เกิด 18 กรกฎาคม 1918 (2461) เป็นเชื้อสายของราชวงศ์ที่ปกครองแคว้นอิสระ จบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ทำงานเป็นทนายความให้สำนักงานกฎหมายแห่งหนึ่งเน้นการว่าความให้แก่คนผิวดำที่ถูกริดรอนสิทธิ์ อีกบทบาทหนึ่งเขาเป็นนักรณรงค์เคลื่อนไหวที่ยึดแนวทางสันติวิธีจนเมื่อสถานการณ์เข้มข้นก็นำตนเองและองค์กรเอเอ็นซีเข้าสู้ในสงครามกลางเมือง เปลี่ยนบทบาทผู้นำสันติวิธีสู่กองกำลังติดอาวุธ ถูกจำคุกอยู่ 27 ปี แต่การต่อสู้มีจุดเด่นอัตชีวประวัติของเขาได้เปิดพื้นที่ให้เห็นบทบาทการต่อสู้ของชาวแอฟริกาผ่านตัวเขา จนกระทั่งเขาเสียชีวิตเมื่ออายุ 95 ปี ในปี 2013 (2556) เราจะเรียนรู้ประสบการณ์การเดินทางของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ ผ่านสามมุมมองจาก สมาพร แลคโซ ผู้แปลหนังสืออัตชีวประวัติ Long Walk to Freedom &nbsp;รชฏ ศาสตราวุธ อาจารย์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มอ. วิทยาเขตปัตตานีอภิชญา โออินทร์ ศูนย์จัดการความขัดแย้ง สถาบันสันติศึกษา มอ. หาดใหญ่ โดยมีเนื้อหาน่าติดตามและสร้างความน่าสนใจในการ ‘อ่าน’ หนทางไกลสู่เสรีภาพ มากยิ่งขึ้น ………………………………. สมาพร แลคโซ ผู้แปลหนังสืออัตชีวประวัติ เรื่อง Long Walk to Freedom &nbsp; หนังสือเล่มนี้มี “การเดินทาง” ที่ยาวนานไม่น้อย แปลเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมาแต่เพิ่งได้ตีพิมพ์เมื่อปี 2014 (2557) คือพิมพ์หลังจากฉบับภาษาอังกฤษพิมพ์ครั้งแรกถึง 20 ปี (Long Walk to Freedom พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1994 (2537) และแปลเสร็จเมื่อปี 2003 (2546) จุดเริ่มต้นของการเลือกหนังสือเล่มนี้มาเสนอขอทุนต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อแปลเป็นภาษาไทยนั้น มาจากสามีของผู้แปลซึ่งเป็นวิศวกรชาวออสเตรียเข้าไปทำงานในหลายประเทศในทวีปแอฟริกามาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี และหลงใหลธรรมชาติอันงดงามของดินแดนแห่งนี้ ทำให้รู้สึกว่าดินแดนแห่งนี้มีสิ่งน่าศึกษามากมาย ดังนั้น เมื่อ สกว.ประกาศให้ทุนสำหรับการแปลหนังสือสำหรับเป็นฐานความรู้เกี่ยวกับประเทศในภูมิภาคต่างๆของโลก จึงนึกถึงทวีปแอฟริกาโดยหนังสือเล่มนี้ตอบสนองวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี “หนทางไกลสู่เสรีภาพ” เล่าเรื่องชีวิตบุคคลสำคัญที่ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายและยาวนาน เกี่ยวข้องกับผู้คนและสถานที่เป็นจำนวนมาก “ใครคิดว่าเป็นหนังสือการเมืองเนื้อหาสาระหนักแน่น คงไม่ใช่เสียทั้งหมด” แมนเดลา ได้เล่าถึงการเดินทางเชิงวัฒนธรรมการเมืองของผู้คนและสังคมแอฟริกาใต้ผ่านสายตาของเขา ตั้งแต่การเกิด การนับเครือญาติ การละเล่น การเข้าพิธีขลิบอวัยวะเพศเพื่อเปลี่ยนผ่านจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ พิธีกรรมต่าง ๆ การแต่งงงาน การให้สินสอด พูดถึงกวีที่สำคัญของแอฟริกา พูดทุกเรื่องแม้กระทั่งความโรแมนติกการจีบภรรยาคนที่หนึ่งและสอง หนังสือเล่มนี้จะทำให้เรารู้จักนิสัยใจคอคนแอฟริกา มากพอกับการต่อสู้ของ ‘เนลสัน แมนเดลา’ นั่นเอง ความโดดเด่นของแมนเดลา คือการเดินทางผ่านตนเองด้วยบทเรียนที่ผ่านการจองจำในคุก เริ่มตั้งแต่การต่อสู้เพื่อให้นักโทษได้รับสิทธิ์มากขึ้น เขารับไม่ได้ต่อการเลือกปฏิบัติที่คนผิวต่างกันกินต่างกัน ทั้งขนมปังและน้ำตาล ให้แต่งตัวไม่เหมือนกัน เหยียดผิวทุกหนแห่งในทุกพื้นที่อย่างรุนแรง จึงต่อสู้จากในคุก ทำให้นักโทษผิวดำได้รับสิทธิ์มากขึ้น นักโทษทางการเมืองได้รับการปล่อยตัว และเคลื่อนไหวอย่างมีกลยุทธ์ใช้มวลชนกลุ่มต่าง ๆ เคลื่อนไหวส่งเสียงให้นานาประเทศกดดันทางการเมืองไม่ให้รัฐบาลแอฟริกาใต้ที่นำโดยคนผิวขาวมีนโยบายแบ่งแยกสีผิว โดยมีรายละเอียดน่าสนใจ และน่าทึ่งมาก ในหนังสือให้ภาพ แมนเดลาพยายามแก้ปัญหาทั้งสองระดับ คือ (หนึ่ง) การเปลี่ยนโครงสร้างความเหลื่อมล้ำของสังคมอย่างเด่นชัด (สอง) พยายามเปลี่ยนจิตใจทัศนคติระหว่างคนดำและคนขาว เห็นได้จากก่อนออกจากคุก เขารู้ถึงความหวาดระแวงของคนขาว คิดว่าเมื่อคนดำมีอำนาจเกรงการกวาดล้าง ทว่าในโลกทัศน์ของแมนเดลาไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของทัศนะการเหยียดผิวเสียเองและไม่ละทิ้งหลักการเพื่อเสรีภาพของประชาชนทั้งปวง โดยตระหนักว่าต้องอาศัยความรู้จากคนขาวในการสร้างชาติด้วย ดังนั้น ก่อนออกจากคุกเขาพูดถึงระบบและโครงสร้างที่เลวร้าย ไม่ใช่คนขาวที่เลวร้าย เพื่อทำให้คนดำเกลียดชังคนขาวน้อยลง นี่คือสิ่งที่เขาอยากเปลี่ยนแปลง และบรรเทาความเกลียดชังโดยลดการหวาดระแวงก่อนไปสู่การร่วมมือกันสร้างชาติเป็น ‘ชาติสีรุ้ง’ (The Rainbow Nation) ………………………………. รชฏ ศาสตราวุธ ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ผมพยายามจะพาพวกเราเข้าไปในหนังสืออีกครั้งในฐานะผู้อ่านต่างวัฒนธรรมว่าเห็นอะไรบ้างในการต่อสู้ทางวัฒนธรรม โดยขอเริ่มต้นด้วยโจทย์เดียวกับที่สภาแห่งชาติแอฟริกัน (African Nation Congress) &nbsp;หรือ ‘เอเอ็นซี’ จัดบรรยายหลักสูตรให้สมาชิกภายในพรรค (อ่านรายละเอียดในหน้า 191) ตัวหลักสูตรแบ่งเป็น 3 หลักสูตร ได้แก่ (1) “โลกที่เราอยู่เป็นอย่างไร” ยามที่ต่อสู้ต้องถามคำถามนี้ก่อน (2) “เราถูกปกครองอย่างไร” เพื่อตอบคำถามเชื่อมโยงกับข้อหนึ่ง และ (3) “ความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง” โดยพยายามหาวิธีการที่เราจะเปลี่ยนโลกที่เราอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร และเราจะเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นอย่างไร “โลกที่ 'เนลสัน แมนเดลา' อยู่มีลักษณะอย่างไร?” ความในหนังสือหน้า 198 เรื่องราวเกิดกับ 'เนลสัน แมนเดลา’ เมื่อเป็นทนายความแล้ว ระบุดังนี้ &nbsp; การเป็นทนายความไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะได้รับความเคารพนอกศาลเช่นกัน วันหนึ่ง ใกล้ ๆ กับสำนักงานของเรา ผมเห็นผู้หญิงสูงวัยผิวขาวคนหนึ่งซึ่งรถยนต์ของเธอถูกรถยนต์สองคันจอดขวางอยู่ ผมรุดไปช่วยเข็นรถให้เธอเลื่อนรถออกมาได้ ผู้หญิงซึ่งพูดภาษาอังกฤคนนั้นหันมาหาผมแล้วพูดว่า ‘ขอบใจนะ จอห์น’ จอห์นคือชื่อที่คนผิวขาวใช้เรียกชาวแอฟริกันคนใดก็ตามที่พวกเขาไม่รู้จักชื่อ จากนั้นเธอก็ยื่นเหรียญมูลค่า 6 เพนนีให้ผมซึ่งผมปฏิเสธไปอย่างสุภาพ เธอยัดเยียดให้ผมอีก ผมก็บอกอีกว่า ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ เธอจึงตะคอกว่า ‘เธอปฏิเสธเงินหกเพนนี ต้องอยากจะได้หนึ่งชิลลิงแน่ ๆ แต่เธอจะไม่มีวันได้มันหรอก!’ ว่าแล้วก็ปาเหรียญใส่ผมก่อนจะขับรถออกไป จากความข้างต้น ชี้ให้เห็นประการหนึ่งคือ ธรรมชาติของเราฝังอยู่ที่สีผิวของเรา หมายความว่าลักษณะทางศีลธรรมก็อยู่ที่สีผิวด้วย เรื่องนี้ไม่น่าธรรมดา เพราะหากธรรมชาติอยู่บนเรือนร่างของเราและมีผู้คนมาตัดสินตีความว่า ‘คนใส่เสื้อแดง’ หรือ ‘คนถือธงชาติ’ ต้องมีลักษณะบางอย่าง คนไม่เห็นด้วยในธรรมชาติดังกล่าวต้องเป็นอย่างนี้แน่ ล้วนแฝงฝังทัศนคติทางการเมืองและโลกทัศน์ที่ถูกกล่อมเกลาทางสังคมควบแน่นประทับตราผู้คนไว้ ประการที่สอง ความในหน้า 118 จากบทสนทนาของเนลสันและฮันส์ มูลเลอร์ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ผิวขาว ผู้ซึ่งมองโลกผ่านปริซึมของอุปทานและอุปสงค์ วันหนึ่งนายมูลเลอร์ชี้ออกไปนอกหน้าต่างเพื่ออธิบายคนดำได้อย่างน่าสนใจมาก &nbsp; “ดูนั่นซิ เนลสัน” “เห็นผู้ชายผู้หญิงพวกนั้นไหม ที่กำลังเร่งรีบขวักไขว่อยู่บนถนนนั่น? พวกเรากำลังไล่ตามอะไรกันหรือ? พวกเขาตรากตรำทำงานไปเพื่ออะไร? ฉันจะบอกเธอให้ ทุกคน โดยไม่มีข้อยกเว้น ต่างไล่ตามความมั่งคั่งและเงินทอง เพราะความมั่งคั่งและเงินทองเทียบเท่ากับความสุข นั่นคือสิ่งที่เธอจะต้องดิ้นรนให้ได้มา เงินไม่มีสิ่งใดนอกเสียจากเงิน เมื่อไหร่เธอมีเงินมากพอ ก็ไม่มีอะไรอีกแล้วที่เธอจะต้องการในชีวิตนี้” ความข้างต้นไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเมื่อคนดำมีฐานะยากจน ในนามของความเป็นมนุษย์ดีดดิ้นในกรอบทุนนิยมและคิดว่าเงินกับความสุขเป็นเรื่องเดียวกัน กลายเป็นว่าเราไม่ฝันถึงการเมืองที่ดีและไม่คิดว่าจะแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างไร ในทางตรงกันข้าม ทุนนิยมทำให้ผู้คนมีมโนทัศน์ว่าคุณค่าเท่ากับมูลค่า เช่น ถ้าคุณรักแม่จริงต้องกินสุกี้เอ็มเค (ในช่วงวันแม่ มีโปรโมชั่น ‘ร่วมตอบแทนรัก จากดวงใจ...ให้แม่ เมื่อกินสุกี้เอ็มเคครบ 1,000 บาทขึ้นไป รับบัตรกำนัลเพื่อสุขภาพมูลค่า ....’ ) หมายความว่าเวลากตัญญูกับพ่อแม่ทุนนิยมจะบอกให้ตีค่าเป็นเงินทอง กล่าวคือสังคมจะไม่ยอมรับหากสิ่งใดไม่สามารถอธิบายได้ด้วยระดับตัวเลข ทั้งสังคมแอฟริกาขณะนั้นและสังคมไทยขณะนี้เป็นยุคที่ผู้คนแยกไม่ออกระหว่างคุณค่ากับราคา &nbsp; ตัวอย่างโลกของ 'เนลสัน แมนเดลา’ อีกประการ ตามความในหน้า 156 ได้กล่าวถึงเพื่อนๆ ของเขา เพื่อนนักเรียนทุนคนหนึ่งหมดโอกาสร่ำเรียนเพราะยากจน เธอฉลาดผิดธรรมดา มีพรสวรรค์ ถูกจำกัดการเข้าเรียนเพราะครอบครัวขาดแคลนทรัพย์เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปกติของชาวแอฟริกา ในบางพื้นที่การขาดโอกาสการศึกษาชวนให้ตั้งคำถามที่ลึกซึ้งมากกว่าเรื่องเศรษฐฐานะ ในแง่นี้ โลกที่เราเลือกเกิดไม่ได้ เมื่อโลกไม่ยุติธรรมจึงจำเป็นต้องแสวงหาความยุติธรรม แต่พื้นที่ของความยุติธรรมอยู่ที่การต่อรองทางการเมือง เมื่อเห็นได้ว่าโลกที่อยุติธรรม การต่อรองจึงไปอยู่ที่สังคมการเมือง ถ้าสังคมการเมืองให้สิทธิทางการศึกษาเท่ากัน คนเราย่อมมีสิทธิเป็นนายกรัฐมนตรีได้เท่ากัน แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ แปลว่าในที่สุด เราต่อรองกับความไม่ยุติธรรมได้ในพื้นที่ทางสังคมการเมือง หนังสือหนทางไกลสู่เสรีภาพ สะท้อนให้เห็นว่าโลกนี้เป็นโลกที่เราจินตนาการความยุติธรรมได้ลำบาก เพราะคิดว่าความยุติธรรมเท่ากับธรรมชาติ จึงตอกย้ำความไม่เท่ากัน &nbsp; “เราถูกปกครองอย่างไร?” เมื่อตั้งคำถามว่าสังคมแอฟริกาถูกปกครองอย่างไร ความในหน้า 243 อันเป็นบทสนทนาระหว่างเนลสันกับคนค้ายาเสพติดตอนหนึ่ง เขาถามว่า &nbsp; “ทำไมจึงเลือกใช้ชีวิตเสี่ยงอันตรายอย่างนั้น” เขาบอกว่าตอนแรกเขาอยากเป็นครู แต่พ่อแม่ยากจนเกินไปที่จะส่งเขาเรียนวิทยาลัย ภายหลังออกจากโรงเรียนเขาก็ไปทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่ง แต่ค่าแรงน้อยนิดเกินกว่าจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง เขาจึงเริ่มหารายได้ด้วยการลักลอบค้ากัญชา และไม่นานเขาก็พบว่ามันทำกำไรมากจนต่อมาเขาลาออกจากโรงงานเสียด้วยเลย เขาบอกว่าหากเป็นประเทศอื่นในโลกเขาคงจะมีโอกาสได้ใช้ความสามารถของตนเอง “ผมเห็นคนผิวขาวที่ด้อยความสามารถและด้อยสติปัญญากว่าผมกลับมีรายได้มากกว่าผมถึงห้าสิบเท่า” หลังจากนิ่งเงียบไปนาน เขาก็ประกาศด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า “ผมก็เป็นสมาชิกเอเอ็นซีเหมือนกัน” ความข้างต้นสะท้อนว่า เราถูกปกครองด้วยความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างที่แฝงฝังเกินกว่าตัวตนไปถึงการกำหนดชะตากรรม สิ่งที่น่าครุ่นคิดคือ ความอยุติธรรมฝังอยู่ที่ไหน ควรจะไปจัดการที่ตรงไหน อย่างไร เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างพ่อค้ายาเสพติดที่อ้างถึงนั้น ต่อให้ขยันก็ไม่ลืมตาอ้าปากได้ในโครงสร้างสังคมเช่นนี้ ปัญหาอยู่ที่บุคคลหรือโครงสร้าง สะท้อนย้อนคิดกลับมาที่สังคมการเมืองของไทย ทำไมการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทุกเมื่อเชื่อวันจึงไปผูกติดกับ ‘บุคคล’ อยู่ร่ำไป เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ต่อเนื่องจากชุดคำถามที่กล่าวมาแล้ว ในหนังสือเล่มนี้ยังแนบสองคำถามชวนให้เราใคร่ครวญแม้จะวางหนังสือลงแล้ว คือ (หนึ่ง) ถ้าหากท่านออกกฎหมายได้จะทำอะไร? (สอง) ท่านจะทำให้แอฟริกาใต้เป็นดินแดนที่ทุกคนมีความสุขได้อย่างไร? &nbsp;โปรดสังเกต: เขาไม่ถามว่าทำอย่างไรให้คนดำหรือคนขาวมีความสุข หรือเศรษฐกิจดีขึ้นได้อย่างไร? ทั้งไม่ใช้คำถามเชิงแบ่งแยก ทว่าเป็นคำถามที่มนุษย์สามารถจินตนาการได้เกินโครงสร้างที่บีบรัดเราไว้ (คนจนมากกว่าคนรวยแน่นอน ยามมีแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง น่าฉงนนักทำไมเรื่องนี้จึงชี้นิ้วไปที่คนจนเป็นหลัก ไม่มีใครพูดถึงคนที่มีมากอยู่แล้ว ประหนึ่งตอกย้ำให้คนจนจนอย่างเพียงพอ กล่าวให้ถึงที่สุด จินตนาการเรื่อง ‘ความพอเพียง’ คนกำกับเชิงโครงสร้างได้จัดวางตำแหน่งแห่งที่ไว้สำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น จะทำอย่างไรให้ไปไกลกว่าโครงสร้างเดิม ฤาเราจะอยู่แค่นี้) ลองจินตนาการร่วมกันให้มากขึ้นอีก “คนแอฟริกันถูกปกครองอย่างไร?” จากความในหน้า 752 ช่วงท้าย มีคนถาม 'เนลสัน แมนเดลา’ ว่า หลังออกจากคุกเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบว่า “ผมออกจากคุกมาแล้ว แต่ผมก็ยังไม่มีอิสระ” และอธิบายมากขึ้นดังความว่า “ผมถูกถามเช่นกันเกี่ยวกับความกลัวของคนขาว ผมรู้ว่าประชาชนคาดหวังว่าผมจะมีความเคียดแค้นชิงชังคนขาว แต่ผมไม่มี ในคุกนั้น ความโกรธคนขาวของผมบรรเทาลง แต่ความเกลียดชังระบบได้งอกงามขึ้น ผมต้องการให้แอฟริกาใต้มองว่าผมรักแม้กระทั่งศัตรูของผม ขณะที่เกลียดชังระบบซึ่งทำให้เราหันหน้ามาประหัตประหารกันผมต้องการให้ผู้สื่อข่าวตระหนักถึงบทบาทสำคัญของคนขาวในระบบใหม่ ผมไม่เคยพยายามจะละเลยประเด็นนี้ เราไม่ต้องการจะทำลายประเทศก่อนจะปลดปล่อยให้เป็นไท และการขับคนขาวออกไปมีแต่จะทำให้ชาติย่อยยับอับปาง ผมบอกว่ามีจุดกึ่งกลางระหว่างความกลัวของคนขาวกับความหวังของคนดำ และพวกเราในเอเอ็นซีจะค้นหาจุดนั้น ‘คนขาวก็เป็นชาวแอฟริกาใต้’ ผมพูด ‘และเราต้องการให้พวกเรารู้สึกปลอดภัยและรู้ว่าเรารู้สึกขอบคุณที่พวกเขาได้ช่วยพัฒนาประเทศนี้’ ...[...]...เราต้องทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้เพื่อนร่วมชาติผิวขาวของเราคล้อยตามว่าแอฟริกาใต้ใหม่ซึ่งไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ จะเป็นดินแดนที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน กล่าวโดยสรุป การสนทนากับตัวเองเมื่ออยู่ในคุกทำให้จิตใจของ 'เนลสัน แมนเดลา’ สงบเยือกเย็น ละความเคียดแค้นชิงชัง ความโกรธคนได้บรรเทาลง แต่ความเกลียดชังระบบเจริญงอกงาม ลดการเกลียดบุคคล และไปเกลี่ยดโครงสร้างดีกว่า เพราะหากยังมีความเคียดแค้นลงที่ตัวบุคคลผลคือเราจะออกมาฆ่ากัน แต่ถ้าเกลียดระบบร่วมกันเราจะออกไปต่อสู้กับระบบร่วมกัน &nbsp;วิธีคิดของเขาเช่นนี้ จึงมาสู่คำตอบของหลักสูตรที่สาม ที่ว่า “ความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง” โดยพยายามหาวิธีการที่เราจะเปลี่ยนโลกที่เราอยู่ให้ดีขึ้นได้อย่างไร เราจะเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้นอย่างไรนั่นเอง มนุษย์ชอบคิดว่าปัญหาของคนอื่นไม่ใช่ปัญหาของเรา และทำให้ปัญหาของเราเป็นของคนอื่นด้วย เช่น เมื่อน้ำท่วมที่ใดซ้ำซาก ทำไมจึงเกิดขึ้น คนหนึ่งอาจเลือกยกพื้นบ้านให้สูงขึ้นเพื่อให้ตนพ้นจากปัญหานั้น ทว่าหากน้ำท่วมระดับสูงก็มีความเป็นไปได้สองทางคือ เราสามารถเอาตัวรอดได้เพียงลำพัง หรือจมน้ำร่วมกับคนอื่นในชุมชนด้วย แต่ถ้าจะต่อสู้ต้องคิดว่าซอยอื่นมีโอกาสเกิดสถานการณ์เช่นเดียวกับเรา ดังนั้น ปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องร่วมออกแบบวางแผนในการแก้ไขปัญหาด้วยกัน ทั้งนี้ “ทุกประเทศเคลื่อนไปไม่ได้ ถ้าไม่อ่านหนังสือ” แมนเดลาพูดกับประชาชนครั้งแรกหลังออกจากคุก “เพื่อนเอ๋ย สหาย และชาวแอฟริกาใต้ทั้งหลาย ผมขอทักทายพวกท่านในนามของสันติภาพ ประชาธิปไตย และเสรีภาพของทุกคน!!! ผมยืนอยู่ตรงหน้าท่านทั้งหลายไม่ใช่ฐานะศาสดา แต่เป็นข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยของพวกท่าน ประชาชนทั้งหลาย”. ………………………………. อภิชญา โออินทร์, ศูนย์จัดการความขัดแย้ง สถาบันสันติศึกษา อ่านครั้งแรกเมื่อปี &nbsp;2014 &nbsp;หนังสือ “หนทางไกลสู่เสรีภาพ” มีความยาวเกินแปดร้อยหน้า แมนเดลาเขียนจากในคุกเมื่อครั้งยังเป็นนักโทษการเมืองที่เกาะร็อบเบน กระดาษกว่าห้าร้อยแผ่นที่เต็มไปด้วยชวเลขขนาดเล็กถูกลักลอบออกมา โดยความช่วยเหลือของเพื่อนร่วมอุดมการณ์สองคนคือ ‘วอลเตอร์ ซิซูลู’ และ ‘อาเม็ด แคธราดา’ &nbsp;เพื่อบอกเล่าเกี่ยวกับผู้คนมากมายที่ได้พบเจอระหว่างการเดินทางไกลสู่เสรีภาพของเขาและชาวแอฟริกันสู่สายตาประชาคมโลก &nbsp; โลกของแมนเดลและการตั้งคำถามถึงภาวะการเป็นผู้นำ หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจ 'เนลสัน แมนเดลา' ถึงพัฒนาการภาวะผู้นำ เมื่ออ่านจบทั้งเล่มแล้วทำให้เราทิ้งค้างในใจ โลกแห่งความจริงบุคลิกของผู้นำคืออะไร? สภาวะความเป็นผู้นำเป็นอย่างไร? คนเราเกิดมาเป็นผู้นำได้เลยหรือไม่? หรือจะต้องสร้างคนให้เป็นผู้นำ? ภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากบุคคล? หรือ เริ่มต้นต้นจากชุดของสถานการณ์และการกระทำ? อันต่างจากหนังสือเล่มอื่นอาจยกย่องให้แมนเดลาเป็นรัฐบุรุษ มีบุคลิกพิเศษ &nbsp; หนังสือเล่มนี้ได้บอกถึงความเป็นสามัญ ความเป็นคนของแมนเดลา ผ่านการเดินทางไปพบปะผู้คนตั้งแต่โลกเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน ในสังคม โรงเรียน มักกล่าวถึงคุณสมบัติด้านดีที่เขาเอาเป็นแบบอย่าง และระลึกถึงด้านไม่พึงปรารถนาของคนเหล่านั้นแล้วสอบทานกับความคิดและการกระทำของตนเองอยู่ตลอดเวลา เขาไม่ละเลยที่จะกล่าวถึงคนที่เขามีปฏิสัมพันธ์ด้วยตลอดระยะเวลาของการต่อสู้ ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะสำคัญมากน้อยต่างกันอย่างไร แมนเดลาเอ่ยถึงพวกเขาโดยแฝงแง่คิดบางอย่างเสมอ ที่สำคัญเขาได้เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานว่าระดับการศึกษาไม่ได้เป็นหลักประกันความเป็นผู้นำและไม่มีความหมายอะไรเลยหากคนผู้นั้นไม่ได้เข้าไปในชุมชนและพิสูจน์ตนเอง 'เนลสัน แมนเดลา' เป็นส่วนหนึ่งในสังคมใหม่และโลกใหม่ที่ต้องพิสูจน์ตนเอง โลกทัศน์ที่ไม่ได้เกิดมาเป็นผู้นำเลย แต่สะท้อนโลกทัศน์ที่ย้ำให้เราเชื่อเรื่องการฝึกฝน เช่น การออกไปฟังแถลงการณ์ของผู้นำคนหนึ่งที่พูดถึงระบอบเหยียดผิวทำให้เขาค้นพบว่าในหมู่บ้านไม่ใช่โลกสงบสุขใบเดิมเสียแล้ว เขาทำให้ตระหนักว่าการเป็นผู้นำที่มีพรสวรรค์บางอย่างต้องเปิดตนเอง ปฏิสัมพันธ์ เรียนรู้ และสร้างการเปลี่ยนแปลง การถกเถียง การหาข้อสรุป การหาฉันทามติ ที่สำคัญสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ในพื้นที่ที่มีเสรีภาพน้อยที่สุดคือคุก บทเรียนสู่การแปรแปลี่ยนความขัดแย้ง แม้หนังสือเล่มนี้ถูกจัดประเภทว่าเป็นอัตชีวประวัติก็จริง แต่ในสาระสำคัญของ “หนทางไกลสู่เสรีภาพ” ได้ทิ้งร่องรอยของปรากกฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นทุกระดับ ทั้งระดับปัจเจก กลุ่ม ประเทศ และโลก แมนเดลากำลังบอกผู้อ่านว่า เราไม่อาจเข้าใจการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งในรูปแบบของ “วีรบุรุษผู้มีคุณธรรมสูงส่งที่จะมาช่วยเหลือมวลมนุษย์” อีกต่อไป ทว่าการเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ (Systemic understanding) ต่างหากที่จะเป็นคุณูปการต่อการแก้ไขปัญหาที่แท้จริง ในการวิเคราะห์ความขัดแย้งทางสังคมยืดเยื้อยาวนานของ Edward Azar เช่นสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เมียนมาร์ ฯลฯ ได้จำแนกตัวแปรที่มีผลต่อพลวัตของกระบวนการเปลี่ยนแปลงความขัดแย้ง (Process Dynamics) เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ หนึ่ง กลยุทธ์ของชุมชนหรือกลุ่ม (Communal action Strategies) สอง กลยุทธ์และการกระทำของรัฐ (State actions and strategies) และสาม กลไกที่มีอยู่โดยธรรมชาติของความขัดแย้ง (Built-in mechanisms of conflict) หนังสือเล่มนี้เป็นตัวอย่างของการทำความเข้าใจตัวแปรทั้งสามกลุ่มได้อย่างดีเยี่ยม กล่าวโดยสรุป คือ ตัวแปรแรก กลยุทธ์ของชุมชนหรือกลุ่ม ข้อชวนคิดสำหรับนักต่อสู้ เมื่อใดก็ตามที่กลุ่มคนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้มีแรงขับดันให้สู้ด้วยกัน กลุ่มหรือชุมชนของตนจะสามารถประนีประนอมเชิงกลยุทธ์ในสถานการณ์ต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด? และกระบวนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของกลุ่มเป็นอย่างไร? “หนทางไกลสู่สันติภาพ” แมนเดลาสะท้อนบ่อย ๆ ในสังคมแอฟริกันมีคนผิวดำ ผิวผสม อินเดีย คนผิวขาว ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ เอเอ็นซีจะผนึกความร่วมมือกับกลุ่มอื่นหรือไม่ ถ้าร่วม จะร่วมอย่างไร เพราะแม้ว่าเอเอ็นซีจะสู้กับศัตรูเดียวกันกับกลุ่มอื่น ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ค่านิยม ผลประโยชน์ และความต้องการของกลุ่มคนเหล่านั้นบางครั้งก็เป็นคนละเรื่องกันและการร่วมมือกับบางกลุ่มก็อาจหมิ่นเหม่ต่อการสูญเสียภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของเอเอ็นซีด้วยซ้ำ หนังสือเล่มนี้ได้วาดภาพการใช้เหตุผลและการต่อรองในหมู่สมาชิกของเอเอ็นซีไว้อย่างน่าสนใจ เน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นของการจัดกระบวนการการต่อสู้ซึ่งปรับตามสถานการณ์โดยไม่ละทิ้งหลักการเพื่อเสรีภาพของประชาชนทั้งปวง และการเดินทางไกลให้ข้อสรุปหนึ่งว่า การออกแบบการปกครองให้พ้นจากวิธีคิดการกดขี่นั้นไม่จำเป็นว่าอดีตเคยถูกกดขี่จากคนขาวแล้วต้องเกลียดคนขาวด้วย มิฉะนั้น เราเองก็จะตกเป็นเหยื่อในการแบ่งแยกเสียเอง และการช่วงชิงการนำของกลุ่มต่าง ๆ ก็มีอิิทธิพลต่อดุลยภาพของสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติเสมอ ด้วยเหตุนี้ องค์ประกอบของความขัดแย้งที่กลายเป็นความรุนแรงและควบคุมไม่ได้จะปรากฏอยู่ในบทบาทการนำของแต่ละกลุ่มนั่นเอง แง่นี้ การเปิดพื้นที่แห่งการประนีประนอมและการปรับตัว เพื่อหาทางออกทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ยาก หากกลุ่มหรือชุมชนไม่เห็นความสำคัญของจุดยืน จุดสนใจ และความต้องการของกลุ่มอื่น ๆ ในสังคม เพราะข้อเสนอใด ๆ ที่เกิดขึ้นในการเจรจาในอนาคตก็มักถูกมองว่าเป็นกลไกให้ได้มาซึ่งอำนาจในการควบคุมอีกฝ่ายเท่านั้นเอง เอเอ็นซีจึงยกกลยุทธ์ความร่วมมือ จัดตั้งองค์กรประชาชนชาวแอฟิกัน (African People’s Organization: APO) ให้เป็นพื้นที่ความร่วมมือระหว่างชาวแอฟริกัน ชาวอินเดีย และพวกลูกผสม ที่ถือว่าเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในเอกภาพท่ามกลางการกดขี่ทั้งปวงในแอฟริกาใต้ สะท้อนเชื่อมโยงกลับมาในสังคมไทย การที่เราอยู่ในภาวะกดขี่ร่วมกัน ทางหนึ่งที่แปรเปลี่ยนโดยไม่ใช้กำลังหรือความรุนแรง คือการต้องผนึกกำลังเช่นเดียวกับที่แมนเดลาชี้นำความคิดประชาชนแอฟริกาใต้ เกลียดรัฐบาลคนขาวได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเกลียดคนขาว นี้เป็นบทเรียนน่าสนใจ &nbsp; ตัวแปรสอง กลยุทธ์และการกระทำของรัฐ คือกลยุทธ์เชิงนโยบายที่รัฐใช้ในการแบ่งแยกแล้วปกครอง (Divine and Rule) สร้างความเหลื่อมล้ำแนวราบมากกว่าการเอื้อประโยชน์คนรวยและกดเพดานการกระจายทรัพยากรให้คนจน ทว่าเป็นการแบ่งแยกบนพื้นฐานของสีผิว อัตลักษณ์ ขั้วทางการเมืองที่ตกทอดมาจากจักรวรรดิ์นิยมอังกฤษเพื่อธำรงอำนาจของเชื้อชาติที่มีอำนาจปกครอง ลดอิทธิพลของกลุ่มที่ต่อต้าน และส่งเสริมให้เกิดการแบ่งแยกสีผิวคงอยู่และฝังรากลึกในสังคมแอฟริกาใต้ ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติเป็นหัวใจสำคัญให้เกิดความขัดแย้งยิ่งดำรงยาวนานย่อมเป็นความรุนแรงที่ยืดเยื้อได้ ตัวแปรสาม กลไกที่มีอยู่โดยธรรมชาติของความขัดแย้ง ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์แนวตั้งและแนวราบอย่างเงียบๆ การแบ่งแยกสีผิวผ่านนโยบายเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำแนวราบ และนำไปสู่ความเกลียดชังในระดับปัจเจกและกลุ่มอย่างร้ายแรง ถึงแม้ว่าหนังสือจะไม่ได้เน้นย้ำให้เห็นความรุนแรงดังกล่าวมากนัก แต่ก็พบเห็นได้ตลอดทั้งเรื่อง ดังเช่นคำบอกเล่าตอนหนึ่งแสดงให้เห็นความเกลียดชังซึ่งนำไปสู่การกีดกันอย่างเป็นระบบ: “…[…]…เป็นอาชญากรรมถ้าเราเดินผ่านประตูสำหรับคนขาวเท่านั้นเป็นอาชญากรรมถ้าเราดื่มน้ำพูที่มีไว้สำหรับคนขาวเท่านั้นเป็นอาชญากรรมถ้าเราอยู่บนท้องถนนหลังห้าทุ่มเป็นอาชญากรรมถ้าเราไม่มีใบผ่านแดนเป็นอาชญากรรมถ้าเราว่างงานและเป็นอาชญากรรมหากเราทำงานผิดที่ผิดทาง....” สังคมแอฟริกาใต้ยอมรับการกีดกันและความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ได้อย่างไร แสดงว่าสังคมต้องมีบางอย่างผิดปกติไม่ใช่แค่รัฐผิดปกติ และกลไกหนึ่งที่ดำรงอยู่ยาวนานคือการปล่อยให้อคติและความเกลียดชังดำรงอยู่ “ภายใน” (internalize) ชีวิตประจำวัน มีคนได้รับผลกระทบจำนวนมาก กล่าวแต่ต้น “หนทางไกลสู่เสรีภาพ” เป็นอัตชีวิตประวัติที่ทำให้เราเรียนรู้สังคมแอฟริกาใต้ตั้งแต่ปัจเจก สังคม ชุมชน ประเทศ และโลกอย่างเป็นระบบ รวมถึงกลยุทธ์ทางการเมืองที่โยกเปลี่ยนจากการต่อสู้เชิงบุคคลไปสู่การต่อสู้เชิงโครงสร้างเพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน เช่น เมื่อพบว่าโรงเรียนเป็นต้นทางของความไม่เป็นธรรม ก็มีการรณรงค์เพื่อหยุดไม่ให้นักเรียนไปโรงเรียนนั้นพร้อมกับเสนอทางเลือกบางอย่างให้แก่โรงเรียนที่มีนโยบายเหยียดผิว ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างก็คือการเสนอทางเลือกบางอย่าง และหากทางเลือกนั้นมาจากผู้นำคนเดียวที่มีความขัดแย้งกับกลุ่มต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนข้อเสนอให้มาจากมวลชนการต่อสู้ที่ได้ผลกระทบจากโครงสร้างจำนวนมาก ดึงผลกระทบที่อยู่กระจัดกระจายทั่วทุกหัวระแหง ทำให้ผู้นำเห็นผลกระทบจากเชิงโครงสร้างหลากหลายไม่ใช่จากใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น รวมทั้งประกาศเป็นกฎบัตรเสรีภาพ เพื่อให้เป็นพื้นที่ในการต่อสู้ที่มาจากมวลชนทุกกลุ่ม เป็นต้น ตัวอย่างกลยุทธ์ทางการเมืองที่โยกเปลี่ยนจากการต่อสู้เชิงบุคคลไปสู่การต่อสู้เชิงโครงสร้างเพื่อนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนที่เป็นทเรียนสำคัญจากหนังสือเล่มนี้ แมนเดลาเป็นคนริเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพก็จริง ทว่าการพิจารณาความขัดแย้งไม่ได้เริ่มต้นพิจารณาจากระดับใหญ่ โครงสร้างความไม่เป็นธรรมปรากฏผ่านชีวิตประจำวัน เช่น คุก วิธีการต่อสู้ในคุกและนอกคุกของเอเอ็นซี ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างเดียว แต่เป็นการต่อสู้ที่เรียกว่า “เอกภาพ” แมนเดลาวางบทบาทในคุกของตนเองเป็นทั้งแกนนำเอเอ็นซีและผู้ส่งเสริมความเป็นเอกภาพ ตัวแทนที่ซื่อตรงและผู้สร้างสันติภาพ จะเห็นได้จากการไม่ยอมขึ้นให้การเป็นพยานในคดีปะทะกันระหว่างคนของเอเอ็นซี พีเอซี (Pan Africanist Congress) และบีซีเอ็ม (Black Consciousness Movement) เขาเลือกที่จะรักษาความเป็นกลางและเป็นผู้สร้างความปรองดองโดยยอมผิดใจกับเพื่อนของเขาในเอเอ็นซี เพราะในการต่อสู้ที่ทุกกลุ่มมีศัตรูร่วมกันนั้น ภารกิจในการสร้างความเป็นเอกภาพนั้นย่อมยิ่งใหญ่กว่าความจงรักภักดีส่วนบุคคล โดยสรุป “หนทางไกลสู่เสรีภาพ” ไม่เพียงถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดของผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่าง ‘เนลสัน แมนเดลา’ เท่านั้น แต่ให้คุณูปการต่อการทำความรู้จักประเทศแอฟิกาใต้ในมิติที่น้อยคนนักจะเข้าถึง นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่สนใจความขัดแย้งและกลยุทธการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ หนังสือเล่มนี้จะพาท่านเดินทางไปพร้อมกับบทเรียนที่สำคัญมากมาย และหนึ่งในนั้นคือบทเรียนที่ว่า การเดินทางสู่เสรีภาพไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เพราะต้องเกิดจากการทำงานภายในตัวตนของนักสู้เองแลภายนอกกับผู้คนมากมาย เป็นเส้นทางเมื่อมองย้อนกลับมายังจุดเริ่มต้นแล้วจะพบว่า เรื่องราวระหว่างทางมักทำให้นักสู้เหล่านั้นค้นพบคำตอบของคำถามเชิงจริยธรรมที่เคยมีต่อตนเอง คนอื่น และสังคมเสมอ. ……………………………….]]></summary></entry><entry><title type="html">ชาวบ้านจัดการอนาคต</title><link href="https://thitinob.com/node/96/" rel="alternate" type="text/html" title="ชาวบ้านจัดการอนาคต" /><published>2017-02-15T00:00:00+00:00</published><updated>2017-02-15T00:00:00+00:00</updated><id>https://thitinob.com/node/post-96</id><content type="html" xml:base="https://thitinob.com/node/96/"><![CDATA[<h2>ห้องเรียนกลับหัว<br />เรียนรู้อนาคตจากชาวบ้านตากใบ นราธิวาส</h2>
<p>10 ปีข้างหน้าหรือปี 2570 คณะทำงานตำบลเกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยเฉพาะตัวแทนกลุ่มอาชีพของผู้หญิงคิดไปไกลมากกว่าการปลูกข้าวนารวมทั้งตำบล หรือการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำไปสู่การสร้างตลาดข้าวออนไลน์ค้าขายข้ามพรมแดน คิดตั้งศูนย์การค้าและตลาดการเกษตรใต้สะพานมิตรภาพไทย-มาเลเซียที่กำลังสร้างแห่งที่สาม ข้ามแม่น้ำโกลก ที่อ.ตากใบ นราธฺวาส - มาเลเซีย<!--break--></p>
<p>ด้านตัวแทนเยาวชน พอให้คิดว่าจะเกิดอะไร 10 ปีข้างหน้า เธอคิดถึงสถานบำบัดยาเสพติดในชุมชน พอถามเพื่อสอบทานความคิดอีกครั้งว่า จริง ๆ ควรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไหม&nbsp;แล้วตั้งเป้าหมายใหม่ให้ 10 ปีข้างหน้าไม่มีเยาวชนติดยาเสพติดทั้งตำบล การชวนคิดใหม่เช่นนี้ทำให้เธอตาเป็นประกายและคิดถึงกิจกรรมทำงานกับเยาวชนในพื้นที่ชัดมากขึ้น “ถ้าอย่างนั้นสถานบำบัดยาเสพติดควรมีก่อนปี 2563 ไหมค่ะ หรือควรปรับเป็นศูนย์เรียนรู้ของเยาวชนในชุมชนดีกว่า”&nbsp;</p>
<p>หรือบางอย่างที่คิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็อาจไม่ต้องรอให้ถึง 10 ปีข้างหน้า สามารถทำให้เกิดขึ้นได้เลยจากปัจจุบัน หรือไม่เกินสามปี เช่น พอเราถามเรื่องคนสูงอายุในอนาคตอยู่อย่างไร มีคนเสนอว่าอีก 10 ปีคงมีชมรมผู้สูงอายุตำบลเกาะสะท้อน พอฉันขมวดคิ้วบอกว่าปีนี้อายุ 40 กว่าแล้วนะ หากรออีกสิบปี ฉันคงทำอะไรไม่ไหวแล้ว ชายสูงวัยแห่งเกาะสะท้อนก็หัวเราะออกมา เข้าใจแล้วแปลว่าอีก 10 ปี มันต้องมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือคิดไปถึงชุมชนจะดูแลผู้สูงอายุอย่างไรเลยใช่ไหม&nbsp;</p>
<p>“ถ้าอย่างนั้นชมรมผู้สูงอายุก็ต้องเริ่มเลยซิ และกลุ่มออมทรัพย์วันนี้ ต้องยกระดับเป็นสวัสดิการของชุมชน เพื่อดูแลเด็กกำพร้า คนแก่ในอนาคตเลย” คณะทำงานทั้งชายหญิงคนอื่น ๆ ที่มุงดู “เส้นอนาคต” (Time Line) ที่ฉันใช้เทปกระดาษกาวตีเส้นลงบนพื้นเต็มห้องประชุม และแบ่งช่วงเวลาซอยย่อยเรียงนับจากปี 2560 - 2570 เริ่มเข้าใจวิธีคิดมากขึ้น ต่างช่วยกันหยิบกระดาษที่คิดว่าควรเกิดและมีอะไรเป็นรูปธรรมในอนาคตบ้าง มาติดลงที่พื้นมากขึ้น</p>
<p>“เห็นภาพชัดขึ้นเลยถ้าตำบลสะท้อนจะเป็นตำบลต้นแบบในอีก&nbsp;10 ปีข้างหน้า งานเศรษฐกิจชุมชนต้องทำอะไร&nbsp;งานเยาวชนก็ชัดเจนขึ้น ปรับแผนยกระดับจากกลุ่มออมทรัพย์ไปสู่สวัสดิการชุมชนอย่างไร” กระนั้นก็มีเสียงแซวว่า ถ้าทำทั้งหมดที่ปรากฎบนพื้นไม่ใช่ตำบลต้นแบบแล้ว ต้องเป็นอำเภอต้นแบบเลย เราก็เลยปลุกใจกันเป็นระยะ “เกาะสะท้อน” “เฮ้! เฮ้!” “เกาะสะท้อน” “เฮ้! เฮ้!”</p>
<p>การออกแบบอนาคตเช่นนี้ ฉันยืมเครื่องมือออกแบบอนาคตมาจาก ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ที่เคยทำครั้งแรกกับกลุ่มเอ็นจีโอหลังรัฐประหารปี 2557 เพื่อชวนกันออกจากความขัดแย้ง ครั้งที่สองทำกับแกนนำภาคประชาสังคมชายแดนใต้ให้คิดถึงอนาคตของกระบวนการสันติภาพปาตานี และครั้งที่สามกับเครือข่ายผู้นำกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพฯ&nbsp;</p>
<p>เดิมเราคิดอนาคตจากจุดปัจจุบันค่อย ๆ จินตนาการไปทีละวัน เดือน ปี แต่ลองจินตนาการแบบใหม่ หาก 10 ปีข้างหน้า เช่น ปี 2570 ประเทศไทยหรือชุมชนควรมีหน้าตาแบบไหน ต้องมีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นปี 2569 2568 2567 ต้องเกิดอะไรที่เป็นรูปธรรมขึ้นก่อน และจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร พูดให้ง่ายคือ เราจะขึ้นรูปอนาคตจากอดีตอย่างไร</p>
<p>แต่ก่อนที่คณะทำงานเกาะตำบลสะท้อนจะคิดอนาคตออกได้อย่างรวดเร็วและสร้างสรรค์เช่นนี้ ชวนกันใช้หลายเครื่องมือเพื่อซ้อมและค่อย ๆ ดึงอนาคตและภาพฝันของคณะทำงานออกมา รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์ สร้างความเป็นทีม และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนกล้าคิดออกจากจุดเดิม ทั้งแกนนำผู้ชาย แกนนำกลุ่มแม่บ้านและอาชีพ แกนนำเยาวชนที่มารวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำในพื้นที่</p>
<p>ฉันค่อย ๆ ทยอยให้เครื่องมือ เช่น การผลัดแลกเปลี่ยนสัมภาษณ์และการสัมภาษณ์เชิงลึกถึงความภูมิใจ ความหวังของแต่ละคน ขอใ้ห้ทุกคนไปหยิบสิ่งของ หรือบางสิ่งจากสิ่งแวดล้อมมาแทน “ความเป็นตัวตน” ของแต่ละคน ให้เล่าเรื่องความคาดหวังในอนาคตและลองจับกลุ่มทำ 'ประติมากรรมชีวิต' ร่วมกัน เพื่อแบ่งปันพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่อนาคตร่วมกัน รวมทั้งขอให้ทุกคนทำกราฟชีวิตกลับไปดูอดีต ปัจจุบัน และอนาคตในช่วง 7 ปี แต่ละคนเป็นใคร กำลังทำอะไร และจะไปในเส้นทางไหนต่อ เพื่อทบทวนชีวิตและเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง</p>
<p>ฉันบอกว่าสิ่งที่ทำดูเหมือนเล่น ๆ เหล่านี้ล้วนปรับเป็นเครื่องมือในการถอดบทเรียนของตนเอง กลุ่ม และคณะทำงานได้ บอกวิธีการปรับใช้ และชวนคิดว่าสิ่งเหล่านี้ “ยังคิดอะไรได้อีก” ผ่านเครื่องมือ “หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ” ก่อนที่จะพากันกลับมาคิดเชิงระบบ (system thinking) ด้วยเครื่องมือ “ภูเขาน้ำแข็ง”</p>
<p>จากปัญหา “น้ำเค็มลุกเข้านาโดยเข้ามาตามลำน้ำ” ที่ต่อเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน ฤดูแล้งก็ขาดแคลนน้ำ ทำให้ไม่สามารถนำน้ำจากลำน้ำรอบเกาะสะท้อนไปใช้เพื่อการเกษตร และอุปโภคบริโภคได้ ซึ่งเป็นที่มาของการตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำระดับตำบล&nbsp;</p>
<p>เราชวนคิดกันว่า ถ้าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเพียง&nbsp;#ปรากฎการณ์_เหตุการณ์&nbsp;(event) อะไรคือ&nbsp;#แบบแผน_พฤติกรรม&nbsp;(Pattern of behavior) หรือระบบความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ที่ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำซากทำให้เกิดปรากฎการณ์เช่นนั้นเสมอ อะไรคือ&nbsp;#โครงสร้างของระบบ&nbsp;(Systems Structure) หรือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อแบบแผน เช่น นโยบาย กฎหมาย หรือสภาพแวดล้อม คิดวิเคราะห์จนไปถึงฐานใต้ภูเขาน้ำแข็ง คือ&nbsp;#ฐานคิด&nbsp;ความเชื่อ คุณค่า วิธีคิด (Mental Model) ที่เป็นตัวกำหนดโครงสร้างของระบบนั้น ๆ</p>
<p>ตอนแรกชาวบ้านก็บ่นว่ายาก แต่กระบวนการกลุ่มและข้อมูลชาวบ้านที่เป็นเจ้าของปัญหาก็นำไปสู่การวิเคราะห์ได้อย่างแหลมคม จนทุกคนเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่ทำอยู่ยังไม่สามารถทะลุลงไปเปลี่ยนแปลงถึงโครงสร้างของระบบได้&nbsp;</p>
<p>ส่วนฉันก็เข้าใจมากขึ้นว่า จริงแล้วชาวบ้านไม่ได้มารวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการนำ้ ไม่มีใครอยากอยู่ภายใต้ความขัดแย้งร่วมกัน แต่ชาวบ้านต้องการทำนารวมร่วมกันทั้งตำบล แต่เมื่อน้ำเค็มลุกเข้านา และรัฐไม่สามารถบริหารประตูน้ำ หรือการจัดการน้ำโดยปล่อยน้ำจืดเข้านาไปตามคลองส่งน้ำคูไส้ไก่ได้ ก็ทำให้กลุ่มผู้ใช้น้ำต่าง ๆ เกิดความขัดแย้งแย่งน้ำที่ดำรงมาอย่างยาวนาน</p>
<p>บางทีฉันก็ไม่เข้าใจรัฐเหมือนกันว่าการตั้งคณะกรรมการจัดการน้ำ โดยจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำที่ไม่มีตัวตนเข้าเป็นคณะกรรมการเพื่ออะไร หรือการบริหารน้ำให้เข้าถึงนาอย่างทั่วถึง ซ่อมประตูน้ำกั้นน้ำเค็มและให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำด้วยในฐานะคนที่รู้จักดิน น้ำขึ้นน้ำลง และน้ำหนุนทะเลเองทำไมรัฐไม่ทำ เลยชวนชาวบ้านใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนมากขึ้น คือการวิเคราะห์ตัวแสดงและอำนาจ (actors &amp; relationship) เพื่อดูว่าใครเกี่ยวข้อง มีอิทธิพลในการจัดการกับปัญหานี้ และแต่ละตัวแสดงมีความสัมพันธ์กันอย่างไร</p>
<p>เครื่องมือนี้ทำให้ชาวบ้านรู้ว่าจะชวนใครมาทำงานในอนาคตมากขึ้น เห็นตัวแสดงที่ไม่เคยปรากฎตัวมากขึ้น ที่สำคัญกว่านั้น จากเส้นความสัมพันธ์ที่หลากหลายทำให้คณะทำงานตำบลเกาะสะท้อน ชัดเจนในบทบาท “ผู้ประสานงาน” กับทุกฝ่าย เพื่อถ่วงดุลอำนาจรัฐท้องถิ่นได้อย่างไร แม้ว่ากระบวนการวิเคราะห์จะซ้บซ้อนมากขึ้น แต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราของคณะทำงานสนุกสนานดูมีความสุขมากขึ้น</p>
<p>กระดาษฟลิปชาร์ตที่ต่อกัน 4 แผ่นเป็นผืนใหญ่ ได้เปิดพื้นที่ให้แกนนำทั้งผู้หญิงและผู้ชายผลัดกันแสดงบทบาทอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และรู้ชัดว่าผู้หญิงในระดับชุมชนเป็นคนกุมและดูแลทรัพยากรธรรมชาติไว้จริง ๆ ในหลายครั้งที่เธอลุกขึ้นมามีบทบาทนำการสนทนาในฐานะกลุ่มผู้ใช้น้ำตัวจริง และเป็นกลุ่มอาชีพที่ต้องปรับตัวจากฤดูทำนา ไปสู่การเพาะปลูกอย่างอื่น และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนพวกเธอมองเป็นเรื่องเดียวเชื่อมโยงกันหมด จนแกนนำผู้ชายต้องฟังและจดบันทึกรายละเอียดเหล่านั้นไปทำแผนระยะยาว</p>
<p>ชาวบ้านหลายคนยอมรับว่าไม่เคยถูกฝึกให้คิดแบบนี้มาก่อน&nbsp;ไม่นึกว่าการเอาโต๊ะเก้าอี้ออกจากห้องประชุมทั้งหมด ปูกระดาษคิด เอาความฝันทุกคนค่อย ๆ ลงมาเทกองรวมกันมันทำได้จริง ส่วนกลุ่มผู้หญิงก็เกิดความภาคภูมิใจที่ความฝัน ความคาดหวังถูกเขียนขึ้นมาเป็นรูปธรรมและได้รับการยอมรับ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในกรวมกลุ่มอาชีพมากขึ้น และแกนนำผู้ชายก็ยอมรับว่า การที่ผู้หญิงออกจากครัวเรือนมารวมกลุ่มอาชีพกันนั้น กลายเป็นแผนเศรษฐกิจชุมชน และสวัสดิการชุมชนได้อย่างแหลมคมเพราะอะไร</p>
<p>แม้ฉันจะเหนื่อยที่ยืนนำกระบวนการคนเดียวอยู่สามวัน แต่ชาวบ้านส่งพลังกลับมาให้&nbsp;จนรู้สึกว่าอยากนำเงินเก็บที่มีไปลงทุนทำสินค้าเกษตรด้วย และรู้สึกขำรัฐไม่หาย สิ่งที่ควรทำไม่ทำ ไปทำในสิ่งไม่ควร เช่น ข้าวซึ่งเป็นพันธุ์ประจำถิ่นที่เป็นที่นิยมของประชาชนในภาคใต้ คือข้าว 'ซีบูกันตัง' รัฐก็อยากเปลี่ยนให้มาปลูกข้าวพันธุ์ไทย ชาวบ้านก็ส่ายหัวว่าเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจว่า ข้าวที่เขาปลูกต้องทนกับ “น้ำ 3 รส” คือทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำเปรี้ยวด้วย แทนที่รัฐจะเลิกระแวงเรื่องชาตินิยมในข้าว รัฐควรส่งเสริมให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองให้ได้และรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองไว้ ก่อนที่พันธุ์ข้าวทั้งหมดจะกลายเป็นของซีพีหรือเปล่า</p>
<p>ทั้งนี้ ขอบคุณทีมงาน LDI ที่ชวนกันไปทำอะไรสนุก ๆ ร่วมกัน อยากทำแบบนี้อีกทั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ จังหวัดละ 4-5 ตำบลก็เปลี่ยนพื้นที่ได้เยอะแล้ว ขอบคุณเพื่อน ๆ หลายคน&nbsp;Guay Makhampom&nbsp;Thawat Maneephong&nbsp;Num Sitdhiraksa&nbsp;Parichart Phinyosri&nbsp;ที่เป็นแรงบันดาลใจให้หยิบยืมเครื่องมือไปใช้งานได้ตามสถานการณ์ และขอบคุณมะโหนก&nbsp;Suppawit Noke Sanguankumthorn&nbsp;ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กลับไปวาดการ์ตูน วาดภาพประกอบกระบวนการจนทำให้ชาวบ้านเข้าใจกระบวนการคิดมากขึ้นนะจ๊ะ</p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2017-02-15-1.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2017-02-15-2.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2017-02-15-3.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2017-02-15-4.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2017-02-15-5.jpg" /></p>
<p><a href="https://www.facebook.com/thitinob/media_set?set=a.10208469462522608.1488367367&amp;type=3&amp;feed=true">Facebook : Thitinob Komalnimi -&nbsp;ชาวบ้านจัดการอนาคต</a></p>]]></content><author><name>ฐิตินบ โกมลนิมิ</name></author><category term="Social" /><category term="ห้องเรียนกลับหัว" /><category term="ตากใบ" /><category term="นราธิวาส" /><summary type="html"><![CDATA[ห้องเรียนกลับหัวเรียนรู้อนาคตจากชาวบ้านตากใบ นราธิวาส 10 ปีข้างหน้าหรือปี 2570 คณะทำงานตำบลเกาะสะท้อน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โดยเฉพาะตัวแทนกลุ่มอาชีพของผู้หญิงคิดไปไกลมากกว่าการปลูกข้าวนารวมทั้งตำบล หรือการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำไปสู่การสร้างตลาดข้าวออนไลน์ค้าขายข้ามพรมแดน คิดตั้งศูนย์การค้าและตลาดการเกษตรใต้สะพานมิตรภาพไทย-มาเลเซียที่กำลังสร้างแห่งที่สาม ข้ามแม่น้ำโกลก ที่อ.ตากใบ นราธฺวาส - มาเลเซีย ด้านตัวแทนเยาวชน พอให้คิดว่าจะเกิดอะไร 10 ปีข้างหน้า เธอคิดถึงสถานบำบัดยาเสพติดในชุมชน พอถามเพื่อสอบทานความคิดอีกครั้งว่า จริง ๆ ควรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไหม&nbsp;แล้วตั้งเป้าหมายใหม่ให้ 10 ปีข้างหน้าไม่มีเยาวชนติดยาเสพติดทั้งตำบล การชวนคิดใหม่เช่นนี้ทำให้เธอตาเป็นประกายและคิดถึงกิจกรรมทำงานกับเยาวชนในพื้นที่ชัดมากขึ้น “ถ้าอย่างนั้นสถานบำบัดยาเสพติดควรมีก่อนปี 2563 ไหมค่ะ หรือควรปรับเป็นศูนย์เรียนรู้ของเยาวชนในชุมชนดีกว่า”&nbsp; หรือบางอย่างที่คิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็อาจไม่ต้องรอให้ถึง 10 ปีข้างหน้า สามารถทำให้เกิดขึ้นได้เลยจากปัจจุบัน หรือไม่เกินสามปี เช่น พอเราถามเรื่องคนสูงอายุในอนาคตอยู่อย่างไร มีคนเสนอว่าอีก 10 ปีคงมีชมรมผู้สูงอายุตำบลเกาะสะท้อน พอฉันขมวดคิ้วบอกว่าปีนี้อายุ 40 กว่าแล้วนะ หากรออีกสิบปี ฉันคงทำอะไรไม่ไหวแล้ว ชายสูงวัยแห่งเกาะสะท้อนก็หัวเราะออกมา เข้าใจแล้วแปลว่าอีก 10 ปี มันต้องมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือคิดไปถึงชุมชนจะดูแลผู้สูงอายุอย่างไรเลยใช่ไหม&nbsp; “ถ้าอย่างนั้นชมรมผู้สูงอายุก็ต้องเริ่มเลยซิ และกลุ่มออมทรัพย์วันนี้ ต้องยกระดับเป็นสวัสดิการของชุมชน เพื่อดูแลเด็กกำพร้า คนแก่ในอนาคตเลย” คณะทำงานทั้งชายหญิงคนอื่น ๆ ที่มุงดู “เส้นอนาคต” (Time Line) ที่ฉันใช้เทปกระดาษกาวตีเส้นลงบนพื้นเต็มห้องประชุม และแบ่งช่วงเวลาซอยย่อยเรียงนับจากปี 2560 - 2570 เริ่มเข้าใจวิธีคิดมากขึ้น ต่างช่วยกันหยิบกระดาษที่คิดว่าควรเกิดและมีอะไรเป็นรูปธรรมในอนาคตบ้าง มาติดลงที่พื้นมากขึ้น “เห็นภาพชัดขึ้นเลยถ้าตำบลสะท้อนจะเป็นตำบลต้นแบบในอีก&nbsp;10 ปีข้างหน้า งานเศรษฐกิจชุมชนต้องทำอะไร&nbsp;งานเยาวชนก็ชัดเจนขึ้น ปรับแผนยกระดับจากกลุ่มออมทรัพย์ไปสู่สวัสดิการชุมชนอย่างไร” กระนั้นก็มีเสียงแซวว่า ถ้าทำทั้งหมดที่ปรากฎบนพื้นไม่ใช่ตำบลต้นแบบแล้ว ต้องเป็นอำเภอต้นแบบเลย เราก็เลยปลุกใจกันเป็นระยะ “เกาะสะท้อน” “เฮ้! เฮ้!” “เกาะสะท้อน” “เฮ้! เฮ้!” การออกแบบอนาคตเช่นนี้ ฉันยืมเครื่องมือออกแบบอนาคตมาจาก ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ที่เคยทำครั้งแรกกับกลุ่มเอ็นจีโอหลังรัฐประหารปี 2557 เพื่อชวนกันออกจากความขัดแย้ง ครั้งที่สองทำกับแกนนำภาคประชาสังคมชายแดนใต้ให้คิดถึงอนาคตของกระบวนการสันติภาพปาตานี และครั้งที่สามกับเครือข่ายผู้นำกลุ่มหนึ่งในกรุงเทพฯ&nbsp; เดิมเราคิดอนาคตจากจุดปัจจุบันค่อย ๆ จินตนาการไปทีละวัน เดือน ปี แต่ลองจินตนาการแบบใหม่ หาก 10 ปีข้างหน้า เช่น ปี 2570 ประเทศไทยหรือชุมชนควรมีหน้าตาแบบไหน ต้องมีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นปี 2569 2568 2567 ต้องเกิดอะไรที่เป็นรูปธรรมขึ้นก่อน และจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร พูดให้ง่ายคือ เราจะขึ้นรูปอนาคตจากอดีตอย่างไร แต่ก่อนที่คณะทำงานเกาะตำบลสะท้อนจะคิดอนาคตออกได้อย่างรวดเร็วและสร้างสรรค์เช่นนี้ ชวนกันใช้หลายเครื่องมือเพื่อซ้อมและค่อย ๆ ดึงอนาคตและภาพฝันของคณะทำงานออกมา รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์ สร้างความเป็นทีม และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนกล้าคิดออกจากจุดเดิม ทั้งแกนนำผู้ชาย แกนนำกลุ่มแม่บ้านและอาชีพ แกนนำเยาวชนที่มารวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำในพื้นที่ ฉันค่อย ๆ ทยอยให้เครื่องมือ เช่น การผลัดแลกเปลี่ยนสัมภาษณ์และการสัมภาษณ์เชิงลึกถึงความภูมิใจ ความหวังของแต่ละคน ขอใ้ห้ทุกคนไปหยิบสิ่งของ หรือบางสิ่งจากสิ่งแวดล้อมมาแทน “ความเป็นตัวตน” ของแต่ละคน ให้เล่าเรื่องความคาดหวังในอนาคตและลองจับกลุ่มทำ 'ประติมากรรมชีวิต' ร่วมกัน เพื่อแบ่งปันพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่อนาคตร่วมกัน รวมทั้งขอให้ทุกคนทำกราฟชีวิตกลับไปดูอดีต ปัจจุบัน และอนาคตในช่วง 7 ปี แต่ละคนเป็นใคร กำลังทำอะไร และจะไปในเส้นทางไหนต่อ เพื่อทบทวนชีวิตและเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง ฉันบอกว่าสิ่งที่ทำดูเหมือนเล่น ๆ เหล่านี้ล้วนปรับเป็นเครื่องมือในการถอดบทเรียนของตนเอง กลุ่ม และคณะทำงานได้ บอกวิธีการปรับใช้ และชวนคิดว่าสิ่งเหล่านี้ “ยังคิดอะไรได้อีก” ผ่านเครื่องมือ “หมวก 6 ใบ คิด 6 แบบ” ก่อนที่จะพากันกลับมาคิดเชิงระบบ (system thinking) ด้วยเครื่องมือ “ภูเขาน้ำแข็ง” จากปัญหา “น้ำเค็มลุกเข้านาโดยเข้ามาตามลำน้ำ” ที่ต่อเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน ฤดูแล้งก็ขาดแคลนน้ำ ทำให้ไม่สามารถนำน้ำจากลำน้ำรอบเกาะสะท้อนไปใช้เพื่อการเกษตร และอุปโภคบริโภคได้ ซึ่งเป็นที่มาของการตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำระดับตำบล&nbsp; เราชวนคิดกันว่า ถ้าปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเพียง&nbsp;#ปรากฎการณ์_เหตุการณ์&nbsp;(event) อะไรคือ&nbsp;#แบบแผน_พฤติกรรม&nbsp;(Pattern of behavior) หรือระบบความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ที่ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำซากทำให้เกิดปรากฎการณ์เช่นนั้นเสมอ อะไรคือ&nbsp;#โครงสร้างของระบบ&nbsp;(Systems Structure) หรือสิ่งที่มีอิทธิพลต่อแบบแผน เช่น นโยบาย กฎหมาย หรือสภาพแวดล้อม คิดวิเคราะห์จนไปถึงฐานใต้ภูเขาน้ำแข็ง คือ&nbsp;#ฐานคิด&nbsp;ความเชื่อ คุณค่า วิธีคิด (Mental Model) ที่เป็นตัวกำหนดโครงสร้างของระบบนั้น ๆ ตอนแรกชาวบ้านก็บ่นว่ายาก แต่กระบวนการกลุ่มและข้อมูลชาวบ้านที่เป็นเจ้าของปัญหาก็นำไปสู่การวิเคราะห์ได้อย่างแหลมคม จนทุกคนเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่ทำอยู่ยังไม่สามารถทะลุลงไปเปลี่ยนแปลงถึงโครงสร้างของระบบได้&nbsp; ส่วนฉันก็เข้าใจมากขึ้นว่า จริงแล้วชาวบ้านไม่ได้มารวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการนำ้ ไม่มีใครอยากอยู่ภายใต้ความขัดแย้งร่วมกัน แต่ชาวบ้านต้องการทำนารวมร่วมกันทั้งตำบล แต่เมื่อน้ำเค็มลุกเข้านา และรัฐไม่สามารถบริหารประตูน้ำ หรือการจัดการน้ำโดยปล่อยน้ำจืดเข้านาไปตามคลองส่งน้ำคูไส้ไก่ได้ ก็ทำให้กลุ่มผู้ใช้น้ำต่าง ๆ เกิดความขัดแย้งแย่งน้ำที่ดำรงมาอย่างยาวนาน บางทีฉันก็ไม่เข้าใจรัฐเหมือนกันว่าการตั้งคณะกรรมการจัดการน้ำ โดยจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำที่ไม่มีตัวตนเข้าเป็นคณะกรรมการเพื่ออะไร หรือการบริหารน้ำให้เข้าถึงนาอย่างทั่วถึง ซ่อมประตูน้ำกั้นน้ำเค็มและให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำด้วยในฐานะคนที่รู้จักดิน น้ำขึ้นน้ำลง และน้ำหนุนทะเลเองทำไมรัฐไม่ทำ เลยชวนชาวบ้านใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนมากขึ้น คือการวิเคราะห์ตัวแสดงและอำนาจ (actors &amp; relationship) เพื่อดูว่าใครเกี่ยวข้อง มีอิทธิพลในการจัดการกับปัญหานี้ และแต่ละตัวแสดงมีความสัมพันธ์กันอย่างไร เครื่องมือนี้ทำให้ชาวบ้านรู้ว่าจะชวนใครมาทำงานในอนาคตมากขึ้น เห็นตัวแสดงที่ไม่เคยปรากฎตัวมากขึ้น ที่สำคัญกว่านั้น จากเส้นความสัมพันธ์ที่หลากหลายทำให้คณะทำงานตำบลเกาะสะท้อน ชัดเจนในบทบาท “ผู้ประสานงาน” กับทุกฝ่าย เพื่อถ่วงดุลอำนาจรัฐท้องถิ่นได้อย่างไร แม้ว่ากระบวนการวิเคราะห์จะซ้บซ้อนมากขึ้น แต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราของคณะทำงานสนุกสนานดูมีความสุขมากขึ้น กระดาษฟลิปชาร์ตที่ต่อกัน 4 แผ่นเป็นผืนใหญ่ ได้เปิดพื้นที่ให้แกนนำทั้งผู้หญิงและผู้ชายผลัดกันแสดงบทบาทอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และรู้ชัดว่าผู้หญิงในระดับชุมชนเป็นคนกุมและดูแลทรัพยากรธรรมชาติไว้จริง ๆ ในหลายครั้งที่เธอลุกขึ้นมามีบทบาทนำการสนทนาในฐานะกลุ่มผู้ใช้น้ำตัวจริง และเป็นกลุ่มอาชีพที่ต้องปรับตัวจากฤดูทำนา ไปสู่การเพาะปลูกอย่างอื่น และการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนพวกเธอมองเป็นเรื่องเดียวเชื่อมโยงกันหมด จนแกนนำผู้ชายต้องฟังและจดบันทึกรายละเอียดเหล่านั้นไปทำแผนระยะยาว ชาวบ้านหลายคนยอมรับว่าไม่เคยถูกฝึกให้คิดแบบนี้มาก่อน&nbsp;ไม่นึกว่าการเอาโต๊ะเก้าอี้ออกจากห้องประชุมทั้งหมด ปูกระดาษคิด เอาความฝันทุกคนค่อย ๆ ลงมาเทกองรวมกันมันทำได้จริง ส่วนกลุ่มผู้หญิงก็เกิดความภาคภูมิใจที่ความฝัน ความคาดหวังถูกเขียนขึ้นมาเป็นรูปธรรมและได้รับการยอมรับ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในกรวมกลุ่มอาชีพมากขึ้น และแกนนำผู้ชายก็ยอมรับว่า การที่ผู้หญิงออกจากครัวเรือนมารวมกลุ่มอาชีพกันนั้น กลายเป็นแผนเศรษฐกิจชุมชน และสวัสดิการชุมชนได้อย่างแหลมคมเพราะอะไร แม้ฉันจะเหนื่อยที่ยืนนำกระบวนการคนเดียวอยู่สามวัน แต่ชาวบ้านส่งพลังกลับมาให้&nbsp;จนรู้สึกว่าอยากนำเงินเก็บที่มีไปลงทุนทำสินค้าเกษตรด้วย และรู้สึกขำรัฐไม่หาย สิ่งที่ควรทำไม่ทำ ไปทำในสิ่งไม่ควร เช่น ข้าวซึ่งเป็นพันธุ์ประจำถิ่นที่เป็นที่นิยมของประชาชนในภาคใต้ คือข้าว 'ซีบูกันตัง' รัฐก็อยากเปลี่ยนให้มาปลูกข้าวพันธุ์ไทย ชาวบ้านก็ส่ายหัวว่าเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจว่า ข้าวที่เขาปลูกต้องทนกับ “น้ำ 3 รส” คือทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำเปรี้ยวด้วย แทนที่รัฐจะเลิกระแวงเรื่องชาตินิยมในข้าว รัฐควรส่งเสริมให้ชาวบ้านพึ่งพาตนเองให้ได้และรักษาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองไว้ ก่อนที่พันธุ์ข้าวทั้งหมดจะกลายเป็นของซีพีหรือเปล่า ทั้งนี้ ขอบคุณทีมงาน LDI ที่ชวนกันไปทำอะไรสนุก ๆ ร่วมกัน อยากทำแบบนี้อีกทั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ จังหวัดละ 4-5 ตำบลก็เปลี่ยนพื้นที่ได้เยอะแล้ว ขอบคุณเพื่อน ๆ หลายคน&nbsp;Guay Makhampom&nbsp;Thawat Maneephong&nbsp;Num Sitdhiraksa&nbsp;Parichart Phinyosri&nbsp;ที่เป็นแรงบันดาลใจให้หยิบยืมเครื่องมือไปใช้งานได้ตามสถานการณ์ และขอบคุณมะโหนก&nbsp;Suppawit Noke Sanguankumthorn&nbsp;ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กลับไปวาดการ์ตูน วาดภาพประกอบกระบวนการจนทำให้ชาวบ้านเข้าใจกระบวนการคิดมากขึ้นนะจ๊ะ Facebook : Thitinob Komalnimi -&nbsp;ชาวบ้านจัดการอนาคต]]></summary></entry><entry><title type="html">คลิตี้โมเดล 2016</title><link href="https://thitinob.com/node/95/" rel="alternate" type="text/html" title="คลิตี้โมเดล 2016" /><published>2016-12-21T00:00:00+00:00</published><updated>2016-12-21T00:00:00+00:00</updated><id>https://thitinob.com/node/post-95</id><content type="html" xml:base="https://thitinob.com/node/95/"><![CDATA[<p>“จับมือเขา มองหน้าเขาไว้ด้วยจะได้ไม่เจ็บ”</p>
<p>เสียงปลอบโยนของนักเรียนหญิง ป.4 กุมมือด้านที่ว่างอยู่ของเพื่อนอีกคนที่กำลังถกแขนเสื้อกันหนาวให้ขึ้นไปเหนือข้อศอก และยื่นออกไปให้พยาบาลใช้สายยางรัดแขนคลำหาเส้นเลือดก่อนเจาะเข็มแหลมปลายยาว ดูดเอาเลือดออกมาตรวจหาปริมาณสารตะกั่ว</p>
<p>หลังจากมองหน้าเพื่อนอยู่พักหนึ่งเธอก็หลับตาปี๋ ร้องโอยเบา ๆ ก่อนเป่าลมออกจากปาก หยาดน้ำตาพริ้มไปที่หางตาเล็กน้อย รีบกระพริบตาถี่ ๆ ไล่ความเจ็บออกไปโดยเร็วไม่ให้เพื่อนเห็น มีเด็กหญิงและชายหลายสิบคนยืนต่อแถวด้านหลัง สีหน้าอมกังวลผลักไหล่หลังดันเพื่อนให้ไปต่อคิวเจาะเลือด เสียงถามภาษาพื้นถิ่นกระเหรี่ยงฟังไม่ชัดนักสลับเสียงหัวเราะ</p>
<p>“เจ็บไหม ๆ”<br />“มาลองเองดิ จะได้รู้”<!--break--></p>
<p>พี่นักเรียนตัวโตหลังเข็มฉีดยาแทงที่เนื้ออ่อน ๆ ก็จะทำเสียงโอดโดย ไม่ร้องไห้ออกมาดัง ๆ เพราะกลัวเพื่อนล้อ แต่น้องเล็กที่ไม่รู้ประสา ตอนแรกก็ทำหน้านิ่งเดินไปหาพยาบาล แต่พอเข็มแหลมแทงลงที่ท้องแขนเสียงร้องไห้จ้าแหกปากดังลั่นขึ้นมาทันที พอโต๊ะหนึ่งร้อง ขวัญของนักเรียนคนอื่น ๆ ก็หายไปทันที คนหนึ่งร้องยังไม่ทันเงียบ เสียงร้องไห้จากอีกโต๊ะก็ดังขึ้นต่อ ๆ กันไป เพราะมันไม่ใช่เสียงดนตรีที่ไพเราะ แต่เป็นความเจ็บปวดที่ไม่ทันได้ตั้งตัวบรรเลงขึ้นลงอยู่นาน คนฟังไม่ใจแข็งพอที่จะทนเสียงนั้นได้อีกต่อไป</p>
<p>ก้อนสะอื้นหลุดเข้าไปในลำคอ&nbsp;หันหลังปาดน้ำตาไม่ให้คนเห็น บอกกับน้องนักข่าวที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ “พี่ไม่สัมภาษณ์แล้วนะ เอาเท่านี้พอแล้ว” และเดินนำไปรอที่รถปล่อยให้ทีมข่าวเก็บรายละเอียดกันต่อไป “ทำไมเด็กรุ่นแล้วรุ่นเล่าต้องโดนเจาะเลือดแบบนี้ แล้วต้องเจาะติดตามอาการพิษสารตะกั่วไปอีกนานเท่าไหร่”&nbsp;ภาพเบื้องหน้าทำให้เกิดคำถามคาใจมาก</p>
<p>...............</p>
<p>เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่คนหนึ่งบอกว่า ทุกปลายปีช่วงพฤศจิกายน - ธันวาคม จะออกมาเจาะเลือดชาวบ้าน 7 หมู่บ้านในตำบลชะแลง อำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ไม่ได้เก็บเฉพาะหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ที่ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้กรมควบคุมมลพิษฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 สารตะกั่วดังกล่าวทำให้ชาวบ้านคลิตี้ล่างได้รับผลกระทบทางสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่มาก</p>
<p>“เราสันนิษฐานว่าโรคพิษสารตะกั่วน่าจะไปไกลกว่าหมู่บ้านคลิตี้ล่าง จึงตรวจเลือดกินพื้นที่กว้าง 7 หมู่บ้านเลย รวมประมาณ 2,500 คน ตรวจเลือดเฝ้าระวังพิษสารตะกั่วมาสิบกว่าปี ใช้งบประมาณมากกว่า 800,000 บาทต่อปี เพราะต่อรายเสียค่าตรวจวิเคราะห์ประมาณ 600 บาท ยังไม่รวมค่าเบี้ยเลี้ยงและการเดินทางของเจ้าหน้าที่ในการลงพื้นที่แต่ละครั้ง”</p>
<p>“งบประมาณการเฝ้าระวังโรคพิษสารตะกั่วเป็นเรื่องเชิงนโนบาย ถ้าข้างบนไม่ตั้งงบประมาณเหล่านี้ไว้ พวกเราก็ไม่รู้จะหางบประมาณที่ไหนมาดูแลชาวบ้าน”</p>
<p>“มาเจาะเลือดครั้งนี้ ดีใจมาก สามารถตรวจเลือดผู้ใหญ่ในหมู่บ้านได้มากที่สุดในรอบหลายสิบปี ที่ผ่านมาเจาะได้แต่นักเรียนเท่านั้น วันนี้ยังเจาะเลือดกลุ่มเด็กที่อายุน้อยที่สุดในหมู่บ้านคือ 4 เดือน และ 9 เดือน ไว้เป็นฐานข้อมูลเปรียบเทียบไปถึงพ่อแม่เขาด้วย” เจ้าหน้าที่คนเดิมเล่าภาพรวมให้ฟัง</p>
<p>16 ปี เฉพาะการต่อสู้ในชั้นศาลปกครองเพื่อให้มีคำสั่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ที่ผ่านมา เป็นหน้าที่คนรุ่นปู่ย่าตายายแล้วสานต่อมายังรุ่นพ่อแม่ ทว่าหลังศาลปกครองสั่งให้มีการฟื้นฟูในปี 2556 กระบวนการออกแบบระบบฟื้นฟูยังดำเนินต่อเนื่องมิได้ลงมือจริงเสียที ในวันนี้เด็กที่เกิดมาพร้อมกับปัญหาสารตะกั่วเติบโตขึ้นเป็นเยาวชนที่พร้อมมาช่วยพัฒนาหมู่บ้านคลิตี้ล่างให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมทั้งสืบสานวัฒนธรรมกะเหรี่ยงไว้ให้คงอยู่ ทั้งนี้ ปัจจุบันชุมชนคลิตี้ล่างมีทั้งหมด 93 ครัวเรือน ประชากร 313 คน</p>
<p>‘ก้องหล้า’ แกนนำเยาวชนคคลิตี้ล่าง อายุ 25 ปี บอกว่า เขามาเจาะเลือดตรวจหาพิษตะกั่วเป็นครั้งที่สองแล้ว ที่ผ่านมาคิดว่าตัวเองมีอาการปวดตามร่างกาย ปวดข้อ อาการเหมือนคนอื่นในหมู่บ้าน เขาไม่ได้มาตรวจเลือดเช่นนี้บ่อยนักอาจเป็นเพราะการสื่อสารไม่ทั่วถึงและหลายครั้งที่เขาไปทำงานในไร่ วันนี้เมื่อทราบข่าวจึงตัดสินใจมาตรวจเลือด “ผมอยากรู้ผลว่ามีค่าตะกั่วในเลือดเท่าใด แค่ไหนเรียกว่าสูง เพื่อประเมินความเสี่ยงของตัวเองได้ ว่าแค่ไหนยังกินปลาปกติ แค่ไหนต้องเลิกกินหัวปลา เลิกกินไส้ปลา และเลิกใช้น้ำในลำห้วย”</p>
<p>โดยวิถีที่ชาวบ้านและเด็ก ๆ เติบโตมากับลำห้วยธรรมชาติ การเป็นแกนนำเยาวชนได้พยายามสื่อสารความเสี่ยงให้เด็กเล็กในหมู่บ้าน “ก็บอกน้อง ๆ หลีกเลี่ยงเล่นน้ำที่ตะกอนขุ่น เล่นน้ำอาจจะได้ แต่อย่าพยายามกินน้ำในลำห้วย ถ้าเลี่ยงกินปลาได้ก็อย่ากิน” เพราะร่างกายเด็กจะดูดซึมสารตะกั่วผ่านทางเดินอาหารได้มากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่าตัว การก่อโรคพิษสารตะกั่วจึงเกิดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่</p>
<p>.................</p>
<p>เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขจากส่วนกลาง นำโดยนพ.สุเทพ เพชรมาก รองธิบดีกรมควบคุมโรค ชวนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับจังหวัดและชุมชนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 ราชบุรี (สคร 5) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทองผาภูมิ สาธารณสุขอำเภอทองผาภูมิ และรพ.สต.ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 23 ชีวิตลงพื้นที่เรียนรู้ “ชีวิตและวิถีชาวคลิตี้ล่าง&nbsp;กรณี การปนเปื้อนตะกั่วในเลือดและลำห้วย” อย่างพร้อมหน้ากัน เมื่อวันที่ 18-19 ธันวาคม 2559 โดยการประสานงานและสนับสนุนกิจกรรมของเครือข่ายผู้นำสุขภาวะแนวใหม่ (คศน.)&nbsp;</p>
<p>วัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยสุขภาพและชุมชน ชาวบ้าน โดยปลายทางคาดหวังให้เกิด “ระบบเฝ้าระวังสุขภาพของชุมชน” หรือ “คลิตี้โมเดล” เพื่อเป็นต้นแบบขยายไปสู่การจัดระบบเฝ้าระวังสุขภาพของชุนชนในพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยมากกว่า 30 แห่งในอนาคต</p>
<p>‘สมพร เพ็งค่ำ’ Somporn Pengkam นักวิจัยสมทบ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าที่มาหลังศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้แก่ชาวบ้านและทำการฟื้นฟูลำห้วย ต่อมากรมควบคุมมลพิษได้จ้างมหาวิทยาลัยขอนแก่นทำการศึกษาแนวทางและจัดทำแผนฟื้นฟู ลำห้วยคลิตี้ ซึ่งผลการศึกษา มี 5 แผนงานหลัก คือ 1) แผนฟื้นฟูสภาพพื้นที่ลำห้วย&nbsp;บริเวณ โรงแต่งแร่และใกล้เคียง 2) แผนติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม 3) แผนด้านสุขภาพ 4) แผนด้าน สังคมเศรษฐกิจ และ 5) แผนติดตามประเมินการดำเนินการ แต่ข้อจำกัดของกรมควบคุมมลพิษไม่สามารถสั่งให้หน่วยงานสุขภาพทำตามแผนได้ เพราะเกินอำนาจหน้าที่</p>
<p>ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ รวมถึงการทำ TOR หาบริษัทมารับดำเนินการ เมื่อการฟื้นฟูยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้น ในระหว่างนี้ชุมชนจึงจำเป็นต้องจัดหาแหล่งน้ำสะอาดเพื่อการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัยเอง โดยนำเงินที่ชนะคดีและทำโครงการขอรับบริจาคไปจัดซื้ออุปกรณ์มาทำประปาภูเขา เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำที่ปราศจากการปนเปื้อนสารตะกั่ว</p>
<p>นอกจากนี้ ชาวบ้านได้เตรียมความพร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ จึงได้ทำการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน (Community Health Impact Assessment: CHIA) โดยคาดหวังว่าจะนำไปสู่การพัฒนาระบบเฝ้าระวังผลกระทบต่อชุมชนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ</p>
<p>‘น้ำ’-‘ชลาลัย นาสวนสุวรรณ’ Chalalai Klity แกนนำเยาวชนในหมู่บ้านใช้แผนที่เดินดินอธิบายตำแหน่งแห่งที่ของบ้านเรือนชาวบ้านและวิถีการใช้น้ำในลำห้วยคลิตี้ที่ทาบทับกับแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในห้วยคลิตี้ของ คพ.ที่แบ่งออกเป็น 7 โซนในเชิงเทคนิค ชี้ให้เห็นตั้งแต่บ้านต้นน้ำของลำห้วยที่ใช้น้ำทั้งกินและปลูกพืชประเภทต่างๆ ไปจนทั้งบ้านท้ายน้ำ วิถีของชาวบ้านและการไปค้างคืนที่ไร่ ดังนั้น พื้นที่การใช้ชีวิตของชาวบ้านกว้างกว่าที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการฯ ทีมเก็บข้อมูลยังได้สำรวจชนิดของพืชที่ชาวบ้านเพาะปลูกได้มากถึง 73 ชนิด ซึ่งต้องไปจำแนกประเภทพืชหัวที่มีความเสี่ยงในการดูดดึงสารตะกั่วไปสะสมในราก เธอยังอธิบายผังเครือญาติ 4 ตระกูลใหญ่ในหมู่บ้านคลิตี้ล่างที่สืบทอดความเสี่ยงในการรับสารตะกั่วเข้าร่างกายได้ถึง 4 รุ่น โดยเธอเป็นรุ่นที่สามที่มีปริมาณสารตะกั่วในร่างกายเกินกว่ามาตรฐานกำหนดไว้</p>
<p>พร้อมกับอธิบายแผนที่ชุมชนเชิงระบาดวิทยาความเสี่ยงพิษสารตะกั่วในร่างกาย โดยอธิบายผ่านสัญลักษณ์สีให้เห็นว่าบ้านใด ชาวบ้านคนใดมีความเสี่ยงระดับไหนบ้าง เช่น ถ้าสีเขียวแก่ หมายถึงพบสารตะกั่วรับการรักษาแล้ว สีเขียวอ่อน - เคยตรวจพบสารตะกั่ว สีชมพู - เคยเจาะเลือดตรวจ แต่ไม่รู้ผล ซึ่งเป็นไปได้สองประการคือ หน่วยสาธารณสุขเคยเอาผลเลือดมาให้แล้วแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจ กับไม่เคยได้รับแจ้งผลเลือดจากหน่วยสธ. สีดำ - คือคนที่ตายแล้ว คาดว่าน่าจะมีผลจากตะกั่วแต่ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ สีเขียวจุดน้ำเงินตรงกลาง - ได้รับการรักษาโรคพิษสารตะกั่วแล้วและเสียชีวิตแล้ว</p>
<p>จากนั้นทีมสาธารณสุขได้ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน อย่าง ‘มะอ่องเส็ง’ - ‘วาสนา นาสวนบริสุทธิ์’ ที่สูญเสียการมองเห็นจากพิษตะกั่ว และ ‘กำธร ศรีสุวรรณมาลา’ แกนนำชาวบ้านซึ่งเป็น อสม. หมู่บ้านคลิตี้ล่างด้วย&nbsp;</p>
<p>และในช่วงค่ำคืนมีการก่อกองไฟแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ระหว่างชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และทีมแพทย์พยายามตอบทุกข้อสงสัย เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของชาวบ้าน</p>
<p>วันรุ่งขึ้น ทีมผู้บริหารสาธารณสุขส่วนใหญ่นั่งรถอีแต๊กเลาะริมลำห้วยเพื่อดูวิถีชีวิตชาวบ้านที่อิงอยู่กับสายน้ำคลิตี้ มีบางส่วนแยกไปดูแลการเจาะเลือดชาวบ้านและเด็กนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลิตี้ล่างแห่งใหม่ที่เปิดใช้งานวันแรกเช่นกัน กิจกรรมดำเนินไปเรียกเหงื่อและเสียน้ำตาจากผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่ากัน.&nbsp;</p>
<p>จนกระทั่งหลังเที่ยง ผู้คนที่เกี่ยวข้องกลับมาถอดบทเรียนร่วมกันที่ศาลาวัด มีข้อเสนอหลายประการจากทีมสาธารณสุขทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ บางอย่างทำได้เลย และบางอย่างต้องกลับไปออกแบบเชิงระบบเพื่อทำงานร่วมกับชุมชนระยะยาว</p>
<p>พญ.นวลจันทร์ เวชสุวรรณมณี ผอ.รพ.ทองผาภูมิ บอกว่าจากการลงพื้นที่เรียนรู้ครั้งทำให้เห็นว่าชาวบ้านตระหนักเรื่องพิษสารตะกั่ว&nbsp;แต่มีข้อจำกัดเชิงวิถี หลายคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรับตะกั่วในร่างกายอย่างไร แต่รายละเอียดจะปรับลดการปนเปื้อนได้อย่างไรยังเป็นปัญหาอยู่ รวมทั้งอยากรู้ข้อมูลสุขภาพของตัวเขา ดังนั้น จะต้องมีการออกแบบการสื่อสารเชิงประเด็นให้ชัดขึ้น ครั้งต่อไปที่มีการนำผลเลือดมาแจกให้ชาวบ้านอาจต้องมีการเปิดพื้นที่ มีล่ามมาช่วยอธิบายความรู้ให้ชาวบ้านได้ซักถามมากขึ้น “ดีใจว่าชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านการเจาะเลือดเหมือนที่เคยได้ข่าวมา”</p>
<p>มีข้อเสนอจากนักวิชาการสาธารณสุขอำเภอและสาธารณสุขจังหวัด บอกเล่าคล้ายกันว่า 10 ปีที่ผ่านมาหน่วยสุขภาพในระดับพื้นที่เฝ้าระวังโรคมีการเจาะเลือด ออกหน่วยให้ความรู้ปีละ 2-3 ครั้ง เช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน แต่การได้ลงพื้นที่ครั้งนี้พร้อมหน้ากัน ได้เรียนรู้วิถีของชาวบ้านร่วมกัน ทำให้เห็นว่าไม่สามารถย้ายชุมชนออกไปได้ เป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ที่น่าสนใจ น่าจะมีการจัดตั้ง ‘ศูนย์ข้อมูลข่าวสารตะกั่ว’&nbsp;ที่มีศูนย์รวมที่หมู่บ้าน เป็นแหล่งข้อมูลแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานราชการ เช่น คพ. และ สธ. เพื่อให้เห็นภาพรวมในการเฝ้าระวังฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม</p>
<p>“น่าจะมีการทำประวัติศาสตร์ชุมชน ลำดับเหตุการณ์การเข้ามาของหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาดำเนินการอะไรไว้บ้าง&nbsp;มีฐานข้อมูลหรือความรู้จากการปฏิบัติการนั้น ๆ อย่างไร มีการคืนข้อมูลให้กับชุมชนอย่างไรเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของชุมชนและชาวบ้าน ให้เกิดเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ใครที่เข้ามาใหม่จะได้ต่อยอดได้ ไม่ต้องรบกวนชาวบ้านบ่อยนัก&nbsp;เพราะไปกวนวิถีชีวิตของชาวบ้านมาก”</p>
<p>สำหรับระดับนโยบาย นพ.สุเทพ เห็นว่า กรมควบคุมโรคต้องไปออกแบบการทำงานเชิงระบบร่วมกับหน่วยงานสุขภาพในระดับพื้นที่ เช่น การเจาะเลือดอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อาจต้องผสานนำแบบคัดกรองโรคที่มีอยู่แล้วมาทำเป็นสมุดบันทึกประจำตัวชาวบ้านไว้เป็นสื่อกลางเพื่อคุยกับหน่วยสุขภาพและถือไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วย ในสมุดสุขภาพประจำตัวนั้นจะบันทึกประวัติการเจาะเลือด ประวัติสุขภาพ การติดตามการรักษาว่ารักษาตามอาการอย่างไร ผู้ป่วยแต่ละคน หรือชาวบ้านแต่ละคนมีความเสี่ยงในการได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายช่องทางต่าง ๆ อย่างไรในชีวิตประจำวัน ข้อมูลเหล่านี้สำหรับหน่วยสุขภาพก็ต้องบันทึกลงในแผนที่ชุมชนที่ชาวบ้านริเริ่มให้แล้ว เพื่อดูความชุกของโรคที่สัมพันธ์กับพื้นที่ในการปนเปื้อนสอดคล้องกับการบำบัดฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมหรือไม่</p>
<p>“ระดับนโยบายคงต้องวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ แล้วหาพื้นที่เชื่อมโยงเพื่อสร้างตัวชี้วัดร่วมกับคพ. ไม่ต้องกังวล ระหว่างกรมคร. และคพ. มีพื้นที่ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว วันนี้ความเข้าใจของหน่วยงานสาธารณสุขพร้อมจะคุยกับคพ.แล้ว”</p>
<p>“คลิตี้อาจต้องมีแผนอนาคต 20 ปีว่าจะอยู่อย่างไร เยาวชนที่นี่จะมีอนาคตอย่างไร?”</p>
<p>สำหรับคนที่ทำคดีเรื่องนี้มายาวนาน เฝ้าสังเกตการณ์ความคืบหน้าเหล่านี้ ‘สุรชัย ตรงงาม’ Surachai Trongngam เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม “การเจ็บป่วยปัญหาสุขภาพของชาวบ้านคลิตี้ล่างยืดเยื้อยาวนาน เมื่อทุกภาคส่วนของหน่วยงานสุขภาพมาพร้อมหน้าอาจได้วางระบบร่วมกันกับชาวบ้านและชุมชน ในมุมกฎหมายมีปัญหาเชิงระบบ&nbsp;กล่าวคืออะไรที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเยียวยาไม่มีการเขียนที่ชัดเจนเป็นกฎหมาย ทุกหน่วยงานจึงทำเท่าที่ระบบเอื้ออำนวยให้มี ก็ต้องคิดเชิงระบบทั้งกฎหมาย นโยบาย รวมทั้งงบประมาณ กองทุนสิ่งแวดล้อมจะเข้ามาสนับสนุนงบประมาณเยียวยาด้านสุขภาพด้วยอย่างไร เพื่อดึงมิติสุขภาพให้เข้ามาตัวชี้วัดในงานเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบร่วมกัน”</p>
<p>……….......</p>
<p>‘พนาวัลย์ โต้งฟ้า’ ผละลูกน้อยวัย 4 เดือนออกจากอกส่งให้พยาบาลชายหญิงอีกสองคนช่วยกับจับตรึงลูกสาวของเธอกับโต๊ะนักเรียนที่ปูผ้าเขียวกันฝุ่นละออง พยาบาลสาวรีบรัดสายยางที่หน้าแข้งเด็กน้อยเพื่อหาเส้นเลือดบริเวณข้อเท้า ปลายเข็มแหลมแทงลงที่เนื้ออ่อน จากเสียงอ้อแอ้ ๆ ร้องหาแม่เปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้จ้าสะท้อนความเจ็บปวดที่เด็กน้อยรู้สึกได้ทันทีและยาวนานแม้จะถอนเข็มออกจากร่างแล้ว</p>
<p>‘พนาวัลย์’ บอกว่า เธอและวิบูลย์สามีเป็นคนรุ่นที่สามของหมู่บ้าน เคยตรวจเลือดหาสารตะกั่วแล้วสองครั้งในปี 2542 และ 2549 หมอแจ้งผลว่าเธอและสามีมีตะกั่วในเลือดไม่มาก ลูกชายสองคนคือ ‘พงษ์ศิริ’ และ ‘กชพล’ ก็มาตรวจกับทางโรงเรียนเกือบทุกปี วันนี้ตั้งใจพา ‘ชลลดา’ ลูกสาววัย 4 เดือนมาเจาะเลือดเป็นกรณีพิเศษ</p>
<p>“เรามีวิถีอยู่กับสายน้ำคลิตี้ ระหว่างตั้งท้องก็กินปลาและใช้น้ำลำห้วย”&nbsp;<br />“เรากังวลมากว่าลูกคนนี้จะมีสารตะกั่วเหมือนกับพี่ชายสองคนด้วยหรือเปล่า”</p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2016-12-21-1.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2016-12-21-2.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2016-12-21-3.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2016-12-21-4.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2016-12-21-5.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2016-12-21-6.jpg" /></p>
<p><a href="https://www.facebook.com/thitinob/media_set?set=a.10208052292293613.1488367367&amp;type=3">Facebook : Thitinob Komalnimi -&nbsp;คลิตี้โมเดล 2016</a></p>]]></content><author><name>ฐิตินบ โกมลนิมิ</name></author><category term="Social" /><category term="ตะกั่ว" /><category term="คลิตี้ล่าง" /><category term="คลิตี้โมเดล" /><category term="ลำห้วยคลิตี้" /><category term="สมพร เพ็งค่ำ" /><category term="ชลาลัย นาสวนสุวรรณ" /><category term="กำธร ศรีสุวรรณมาลา" /><category term="นวลจันทร์ เวชสุวรรณมณี" /><category term="พนาวัลย์ โต้งฟ้า" /><summary type="html"><![CDATA[“จับมือเขา มองหน้าเขาไว้ด้วยจะได้ไม่เจ็บ” เสียงปลอบโยนของนักเรียนหญิง ป.4 กุมมือด้านที่ว่างอยู่ของเพื่อนอีกคนที่กำลังถกแขนเสื้อกันหนาวให้ขึ้นไปเหนือข้อศอก และยื่นออกไปให้พยาบาลใช้สายยางรัดแขนคลำหาเส้นเลือดก่อนเจาะเข็มแหลมปลายยาว ดูดเอาเลือดออกมาตรวจหาปริมาณสารตะกั่ว หลังจากมองหน้าเพื่อนอยู่พักหนึ่งเธอก็หลับตาปี๋ ร้องโอยเบา ๆ ก่อนเป่าลมออกจากปาก หยาดน้ำตาพริ้มไปที่หางตาเล็กน้อย รีบกระพริบตาถี่ ๆ ไล่ความเจ็บออกไปโดยเร็วไม่ให้เพื่อนเห็น มีเด็กหญิงและชายหลายสิบคนยืนต่อแถวด้านหลัง สีหน้าอมกังวลผลักไหล่หลังดันเพื่อนให้ไปต่อคิวเจาะเลือด เสียงถามภาษาพื้นถิ่นกระเหรี่ยงฟังไม่ชัดนักสลับเสียงหัวเราะ “เจ็บไหม ๆ”“มาลองเองดิ จะได้รู้” พี่นักเรียนตัวโตหลังเข็มฉีดยาแทงที่เนื้ออ่อน ๆ ก็จะทำเสียงโอดโดย ไม่ร้องไห้ออกมาดัง ๆ เพราะกลัวเพื่อนล้อ แต่น้องเล็กที่ไม่รู้ประสา ตอนแรกก็ทำหน้านิ่งเดินไปหาพยาบาล แต่พอเข็มแหลมแทงลงที่ท้องแขนเสียงร้องไห้จ้าแหกปากดังลั่นขึ้นมาทันที พอโต๊ะหนึ่งร้อง ขวัญของนักเรียนคนอื่น ๆ ก็หายไปทันที คนหนึ่งร้องยังไม่ทันเงียบ เสียงร้องไห้จากอีกโต๊ะก็ดังขึ้นต่อ ๆ กันไป เพราะมันไม่ใช่เสียงดนตรีที่ไพเราะ แต่เป็นความเจ็บปวดที่ไม่ทันได้ตั้งตัวบรรเลงขึ้นลงอยู่นาน คนฟังไม่ใจแข็งพอที่จะทนเสียงนั้นได้อีกต่อไป ก้อนสะอื้นหลุดเข้าไปในลำคอ&nbsp;หันหลังปาดน้ำตาไม่ให้คนเห็น บอกกับน้องนักข่าวที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ “พี่ไม่สัมภาษณ์แล้วนะ เอาเท่านี้พอแล้ว” และเดินนำไปรอที่รถปล่อยให้ทีมข่าวเก็บรายละเอียดกันต่อไป “ทำไมเด็กรุ่นแล้วรุ่นเล่าต้องโดนเจาะเลือดแบบนี้ แล้วต้องเจาะติดตามอาการพิษสารตะกั่วไปอีกนานเท่าไหร่”&nbsp;ภาพเบื้องหน้าทำให้เกิดคำถามคาใจมาก ............... เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่คนหนึ่งบอกว่า ทุกปลายปีช่วงพฤศจิกายน - ธันวาคม จะออกมาเจาะเลือดชาวบ้าน 7 หมู่บ้านในตำบลชะแลง อำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ไม่ได้เก็บเฉพาะหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ที่ศาลปกครองสูงสุดสั่งให้กรมควบคุมมลพิษฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 สารตะกั่วดังกล่าวทำให้ชาวบ้านคลิตี้ล่างได้รับผลกระทบทางสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่มาก “เราสันนิษฐานว่าโรคพิษสารตะกั่วน่าจะไปไกลกว่าหมู่บ้านคลิตี้ล่าง จึงตรวจเลือดกินพื้นที่กว้าง 7 หมู่บ้านเลย รวมประมาณ 2,500 คน ตรวจเลือดเฝ้าระวังพิษสารตะกั่วมาสิบกว่าปี ใช้งบประมาณมากกว่า 800,000 บาทต่อปี เพราะต่อรายเสียค่าตรวจวิเคราะห์ประมาณ 600 บาท ยังไม่รวมค่าเบี้ยเลี้ยงและการเดินทางของเจ้าหน้าที่ในการลงพื้นที่แต่ละครั้ง” “งบประมาณการเฝ้าระวังโรคพิษสารตะกั่วเป็นเรื่องเชิงนโนบาย ถ้าข้างบนไม่ตั้งงบประมาณเหล่านี้ไว้ พวกเราก็ไม่รู้จะหางบประมาณที่ไหนมาดูแลชาวบ้าน” “มาเจาะเลือดครั้งนี้ ดีใจมาก สามารถตรวจเลือดผู้ใหญ่ในหมู่บ้านได้มากที่สุดในรอบหลายสิบปี ที่ผ่านมาเจาะได้แต่นักเรียนเท่านั้น วันนี้ยังเจาะเลือดกลุ่มเด็กที่อายุน้อยที่สุดในหมู่บ้านคือ 4 เดือน และ 9 เดือน ไว้เป็นฐานข้อมูลเปรียบเทียบไปถึงพ่อแม่เขาด้วย” เจ้าหน้าที่คนเดิมเล่าภาพรวมให้ฟัง 16 ปี เฉพาะการต่อสู้ในชั้นศาลปกครองเพื่อให้มีคำสั่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ที่ผ่านมา เป็นหน้าที่คนรุ่นปู่ย่าตายายแล้วสานต่อมายังรุ่นพ่อแม่ ทว่าหลังศาลปกครองสั่งให้มีการฟื้นฟูในปี 2556 กระบวนการออกแบบระบบฟื้นฟูยังดำเนินต่อเนื่องมิได้ลงมือจริงเสียที ในวันนี้เด็กที่เกิดมาพร้อมกับปัญหาสารตะกั่วเติบโตขึ้นเป็นเยาวชนที่พร้อมมาช่วยพัฒนาหมู่บ้านคลิตี้ล่างให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมทั้งสืบสานวัฒนธรรมกะเหรี่ยงไว้ให้คงอยู่ ทั้งนี้ ปัจจุบันชุมชนคลิตี้ล่างมีทั้งหมด 93 ครัวเรือน ประชากร 313 คน ‘ก้องหล้า’ แกนนำเยาวชนคคลิตี้ล่าง อายุ 25 ปี บอกว่า เขามาเจาะเลือดตรวจหาพิษตะกั่วเป็นครั้งที่สองแล้ว ที่ผ่านมาคิดว่าตัวเองมีอาการปวดตามร่างกาย ปวดข้อ อาการเหมือนคนอื่นในหมู่บ้าน เขาไม่ได้มาตรวจเลือดเช่นนี้บ่อยนักอาจเป็นเพราะการสื่อสารไม่ทั่วถึงและหลายครั้งที่เขาไปทำงานในไร่ วันนี้เมื่อทราบข่าวจึงตัดสินใจมาตรวจเลือด “ผมอยากรู้ผลว่ามีค่าตะกั่วในเลือดเท่าใด แค่ไหนเรียกว่าสูง เพื่อประเมินความเสี่ยงของตัวเองได้ ว่าแค่ไหนยังกินปลาปกติ แค่ไหนต้องเลิกกินหัวปลา เลิกกินไส้ปลา และเลิกใช้น้ำในลำห้วย” โดยวิถีที่ชาวบ้านและเด็ก ๆ เติบโตมากับลำห้วยธรรมชาติ การเป็นแกนนำเยาวชนได้พยายามสื่อสารความเสี่ยงให้เด็กเล็กในหมู่บ้าน “ก็บอกน้อง ๆ หลีกเลี่ยงเล่นน้ำที่ตะกอนขุ่น เล่นน้ำอาจจะได้ แต่อย่าพยายามกินน้ำในลำห้วย ถ้าเลี่ยงกินปลาได้ก็อย่ากิน” เพราะร่างกายเด็กจะดูดซึมสารตะกั่วผ่านทางเดินอาหารได้มากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่าตัว การก่อโรคพิษสารตะกั่วจึงเกิดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ................. เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขจากส่วนกลาง นำโดยนพ.สุเทพ เพชรมาก รองธิบดีกรมควบคุมโรค ชวนเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับจังหวัดและชุมชนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 ราชบุรี (สคร 5) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทองผาภูมิ สาธารณสุขอำเภอทองผาภูมิ และรพ.สต.ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 23 ชีวิตลงพื้นที่เรียนรู้ “ชีวิตและวิถีชาวคลิตี้ล่าง&nbsp;กรณี การปนเปื้อนตะกั่วในเลือดและลำห้วย” อย่างพร้อมหน้ากัน เมื่อวันที่ 18-19 ธันวาคม 2559 โดยการประสานงานและสนับสนุนกิจกรรมของเครือข่ายผู้นำสุขภาวะแนวใหม่ (คศน.)&nbsp; วัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยสุขภาพและชุมชน ชาวบ้าน โดยปลายทางคาดหวังให้เกิด “ระบบเฝ้าระวังสุขภาพของชุมชน” หรือ “คลิตี้โมเดล” เพื่อเป็นต้นแบบขยายไปสู่การจัดระบบเฝ้าระวังสุขภาพของชุนชนในพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษที่มีอยู่ทั่วประเทศไทยมากกว่า 30 แห่งในอนาคต ‘สมพร เพ็งค่ำ’ Somporn Pengkam นักวิจัยสมทบ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าที่มาหลังศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้แก่ชาวบ้านและทำการฟื้นฟูลำห้วย ต่อมากรมควบคุมมลพิษได้จ้างมหาวิทยาลัยขอนแก่นทำการศึกษาแนวทางและจัดทำแผนฟื้นฟู ลำห้วยคลิตี้ ซึ่งผลการศึกษา มี 5 แผนงานหลัก คือ 1) แผนฟื้นฟูสภาพพื้นที่ลำห้วย&nbsp;บริเวณ โรงแต่งแร่และใกล้เคียง 2) แผนติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม 3) แผนด้านสุขภาพ 4) แผนด้าน สังคมเศรษฐกิจ และ 5) แผนติดตามประเมินการดำเนินการ แต่ข้อจำกัดของกรมควบคุมมลพิษไม่สามารถสั่งให้หน่วยงานสุขภาพทำตามแผนได้ เพราะเกินอำนาจหน้าที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ รวมถึงการทำ TOR หาบริษัทมารับดำเนินการ เมื่อการฟื้นฟูยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้น ในระหว่างนี้ชุมชนจึงจำเป็นต้องจัดหาแหล่งน้ำสะอาดเพื่อการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัยเอง โดยนำเงินที่ชนะคดีและทำโครงการขอรับบริจาคไปจัดซื้ออุปกรณ์มาทำประปาภูเขา เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำที่ปราศจากการปนเปื้อนสารตะกั่ว นอกจากนี้ ชาวบ้านได้เตรียมความพร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ จึงได้ทำการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน (Community Health Impact Assessment: CHIA) โดยคาดหวังว่าจะนำไปสู่การพัฒนาระบบเฝ้าระวังผลกระทบต่อชุมชนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ‘น้ำ’-‘ชลาลัย นาสวนสุวรรณ’ Chalalai Klity แกนนำเยาวชนในหมู่บ้านใช้แผนที่เดินดินอธิบายตำแหน่งแห่งที่ของบ้านเรือนชาวบ้านและวิถีการใช้น้ำในลำห้วยคลิตี้ที่ทาบทับกับแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในห้วยคลิตี้ของ คพ.ที่แบ่งออกเป็น 7 โซนในเชิงเทคนิค ชี้ให้เห็นตั้งแต่บ้านต้นน้ำของลำห้วยที่ใช้น้ำทั้งกินและปลูกพืชประเภทต่างๆ ไปจนทั้งบ้านท้ายน้ำ วิถีของชาวบ้านและการไปค้างคืนที่ไร่ ดังนั้น พื้นที่การใช้ชีวิตของชาวบ้านกว้างกว่าที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการฯ ทีมเก็บข้อมูลยังได้สำรวจชนิดของพืชที่ชาวบ้านเพาะปลูกได้มากถึง 73 ชนิด ซึ่งต้องไปจำแนกประเภทพืชหัวที่มีความเสี่ยงในการดูดดึงสารตะกั่วไปสะสมในราก เธอยังอธิบายผังเครือญาติ 4 ตระกูลใหญ่ในหมู่บ้านคลิตี้ล่างที่สืบทอดความเสี่ยงในการรับสารตะกั่วเข้าร่างกายได้ถึง 4 รุ่น โดยเธอเป็นรุ่นที่สามที่มีปริมาณสารตะกั่วในร่างกายเกินกว่ามาตรฐานกำหนดไว้ พร้อมกับอธิบายแผนที่ชุมชนเชิงระบาดวิทยาความเสี่ยงพิษสารตะกั่วในร่างกาย โดยอธิบายผ่านสัญลักษณ์สีให้เห็นว่าบ้านใด ชาวบ้านคนใดมีความเสี่ยงระดับไหนบ้าง เช่น ถ้าสีเขียวแก่ หมายถึงพบสารตะกั่วรับการรักษาแล้ว สีเขียวอ่อน - เคยตรวจพบสารตะกั่ว สีชมพู - เคยเจาะเลือดตรวจ แต่ไม่รู้ผล ซึ่งเป็นไปได้สองประการคือ หน่วยสาธารณสุขเคยเอาผลเลือดมาให้แล้วแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจ กับไม่เคยได้รับแจ้งผลเลือดจากหน่วยสธ. สีดำ - คือคนที่ตายแล้ว คาดว่าน่าจะมีผลจากตะกั่วแต่ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ สีเขียวจุดน้ำเงินตรงกลาง - ได้รับการรักษาโรคพิษสารตะกั่วแล้วและเสียชีวิตแล้ว จากนั้นทีมสาธารณสุขได้ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน อย่าง ‘มะอ่องเส็ง’ - ‘วาสนา นาสวนบริสุทธิ์’ ที่สูญเสียการมองเห็นจากพิษตะกั่ว และ ‘กำธร ศรีสุวรรณมาลา’ แกนนำชาวบ้านซึ่งเป็น อสม. หมู่บ้านคลิตี้ล่างด้วย&nbsp; และในช่วงค่ำคืนมีการก่อกองไฟแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ระหว่างชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และทีมแพทย์พยายามตอบทุกข้อสงสัย เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของชาวบ้าน วันรุ่งขึ้น ทีมผู้บริหารสาธารณสุขส่วนใหญ่นั่งรถอีแต๊กเลาะริมลำห้วยเพื่อดูวิถีชีวิตชาวบ้านที่อิงอยู่กับสายน้ำคลิตี้ มีบางส่วนแยกไปดูแลการเจาะเลือดชาวบ้านและเด็กนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลิตี้ล่างแห่งใหม่ที่เปิดใช้งานวันแรกเช่นกัน กิจกรรมดำเนินไปเรียกเหงื่อและเสียน้ำตาจากผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่ากัน.&nbsp; จนกระทั่งหลังเที่ยง ผู้คนที่เกี่ยวข้องกลับมาถอดบทเรียนร่วมกันที่ศาลาวัด มีข้อเสนอหลายประการจากทีมสาธารณสุขทั้งจากส่วนกลางและในพื้นที่ บางอย่างทำได้เลย และบางอย่างต้องกลับไปออกแบบเชิงระบบเพื่อทำงานร่วมกับชุมชนระยะยาว พญ.นวลจันทร์ เวชสุวรรณมณี ผอ.รพ.ทองผาภูมิ บอกว่าจากการลงพื้นที่เรียนรู้ครั้งทำให้เห็นว่าชาวบ้านตระหนักเรื่องพิษสารตะกั่ว&nbsp;แต่มีข้อจำกัดเชิงวิถี หลายคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรับตะกั่วในร่างกายอย่างไร แต่รายละเอียดจะปรับลดการปนเปื้อนได้อย่างไรยังเป็นปัญหาอยู่ รวมทั้งอยากรู้ข้อมูลสุขภาพของตัวเขา ดังนั้น จะต้องมีการออกแบบการสื่อสารเชิงประเด็นให้ชัดขึ้น ครั้งต่อไปที่มีการนำผลเลือดมาแจกให้ชาวบ้านอาจต้องมีการเปิดพื้นที่ มีล่ามมาช่วยอธิบายความรู้ให้ชาวบ้านได้ซักถามมากขึ้น “ดีใจว่าชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านการเจาะเลือดเหมือนที่เคยได้ข่าวมา” มีข้อเสนอจากนักวิชาการสาธารณสุขอำเภอและสาธารณสุขจังหวัด บอกเล่าคล้ายกันว่า 10 ปีที่ผ่านมาหน่วยสุขภาพในระดับพื้นที่เฝ้าระวังโรคมีการเจาะเลือด ออกหน่วยให้ความรู้ปีละ 2-3 ครั้ง เช่นนี้ไม่เคยเปลี่ยน แต่การได้ลงพื้นที่ครั้งนี้พร้อมหน้ากัน ได้เรียนรู้วิถีของชาวบ้านร่วมกัน ทำให้เห็นว่าไม่สามารถย้ายชุมชนออกไปได้ เป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ที่น่าสนใจ น่าจะมีการจัดตั้ง ‘ศูนย์ข้อมูลข่าวสารตะกั่ว’&nbsp;ที่มีศูนย์รวมที่หมู่บ้าน เป็นแหล่งข้อมูลแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานราชการ เช่น คพ. และ สธ. เพื่อให้เห็นภาพรวมในการเฝ้าระวังฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม “น่าจะมีการทำประวัติศาสตร์ชุมชน ลำดับเหตุการณ์การเข้ามาของหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาดำเนินการอะไรไว้บ้าง&nbsp;มีฐานข้อมูลหรือความรู้จากการปฏิบัติการนั้น ๆ อย่างไร มีการคืนข้อมูลให้กับชุมชนอย่างไรเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของชุมชนและชาวบ้าน ให้เกิดเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ใครที่เข้ามาใหม่จะได้ต่อยอดได้ ไม่ต้องรบกวนชาวบ้านบ่อยนัก&nbsp;เพราะไปกวนวิถีชีวิตของชาวบ้านมาก” สำหรับระดับนโยบาย นพ.สุเทพ เห็นว่า กรมควบคุมโรคต้องไปออกแบบการทำงานเชิงระบบร่วมกับหน่วยงานสุขภาพในระดับพื้นที่ เช่น การเจาะเลือดอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อาจต้องผสานนำแบบคัดกรองโรคที่มีอยู่แล้วมาทำเป็นสมุดบันทึกประจำตัวชาวบ้านไว้เป็นสื่อกลางเพื่อคุยกับหน่วยสุขภาพและถือไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วย ในสมุดสุขภาพประจำตัวนั้นจะบันทึกประวัติการเจาะเลือด ประวัติสุขภาพ การติดตามการรักษาว่ารักษาตามอาการอย่างไร ผู้ป่วยแต่ละคน หรือชาวบ้านแต่ละคนมีความเสี่ยงในการได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายช่องทางต่าง ๆ อย่างไรในชีวิตประจำวัน ข้อมูลเหล่านี้สำหรับหน่วยสุขภาพก็ต้องบันทึกลงในแผนที่ชุมชนที่ชาวบ้านริเริ่มให้แล้ว เพื่อดูความชุกของโรคที่สัมพันธ์กับพื้นที่ในการปนเปื้อนสอดคล้องกับการบำบัดฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมหรือไม่ “ระดับนโยบายคงต้องวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ แล้วหาพื้นที่เชื่อมโยงเพื่อสร้างตัวชี้วัดร่วมกับคพ. ไม่ต้องกังวล ระหว่างกรมคร. และคพ. มีพื้นที่ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว วันนี้ความเข้าใจของหน่วยงานสาธารณสุขพร้อมจะคุยกับคพ.แล้ว” “คลิตี้อาจต้องมีแผนอนาคต 20 ปีว่าจะอยู่อย่างไร เยาวชนที่นี่จะมีอนาคตอย่างไร?” สำหรับคนที่ทำคดีเรื่องนี้มายาวนาน เฝ้าสังเกตการณ์ความคืบหน้าเหล่านี้ ‘สุรชัย ตรงงาม’ Surachai Trongngam เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม “การเจ็บป่วยปัญหาสุขภาพของชาวบ้านคลิตี้ล่างยืดเยื้อยาวนาน เมื่อทุกภาคส่วนของหน่วยงานสุขภาพมาพร้อมหน้าอาจได้วางระบบร่วมกันกับชาวบ้านและชุมชน ในมุมกฎหมายมีปัญหาเชิงระบบ&nbsp;กล่าวคืออะไรที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเยียวยาไม่มีการเขียนที่ชัดเจนเป็นกฎหมาย ทุกหน่วยงานจึงทำเท่าที่ระบบเอื้ออำนวยให้มี ก็ต้องคิดเชิงระบบทั้งกฎหมาย นโยบาย รวมทั้งงบประมาณ กองทุนสิ่งแวดล้อมจะเข้ามาสนับสนุนงบประมาณเยียวยาด้านสุขภาพด้วยอย่างไร เพื่อดึงมิติสุขภาพให้เข้ามาตัวชี้วัดในงานเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบร่วมกัน” ………....... ‘พนาวัลย์ โต้งฟ้า’ ผละลูกน้อยวัย 4 เดือนออกจากอกส่งให้พยาบาลชายหญิงอีกสองคนช่วยกับจับตรึงลูกสาวของเธอกับโต๊ะนักเรียนที่ปูผ้าเขียวกันฝุ่นละออง พยาบาลสาวรีบรัดสายยางที่หน้าแข้งเด็กน้อยเพื่อหาเส้นเลือดบริเวณข้อเท้า ปลายเข็มแหลมแทงลงที่เนื้ออ่อน จากเสียงอ้อแอ้ ๆ ร้องหาแม่เปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้จ้าสะท้อนความเจ็บปวดที่เด็กน้อยรู้สึกได้ทันทีและยาวนานแม้จะถอนเข็มออกจากร่างแล้ว ‘พนาวัลย์’ บอกว่า เธอและวิบูลย์สามีเป็นคนรุ่นที่สามของหมู่บ้าน เคยตรวจเลือดหาสารตะกั่วแล้วสองครั้งในปี 2542 และ 2549 หมอแจ้งผลว่าเธอและสามีมีตะกั่วในเลือดไม่มาก ลูกชายสองคนคือ ‘พงษ์ศิริ’ และ ‘กชพล’ ก็มาตรวจกับทางโรงเรียนเกือบทุกปี วันนี้ตั้งใจพา ‘ชลลดา’ ลูกสาววัย 4 เดือนมาเจาะเลือดเป็นกรณีพิเศษ “เรามีวิถีอยู่กับสายน้ำคลิตี้ ระหว่างตั้งท้องก็กินปลาและใช้น้ำลำห้วย”&nbsp;“เรากังวลมากว่าลูกคนนี้จะมีสารตะกั่วเหมือนกับพี่ชายสองคนด้วยหรือเปล่า” Facebook : Thitinob Komalnimi -&nbsp;คลิตี้โมเดล 2016]]></summary></entry><entry><title type="html">หัวเราะเปลี่ยนโลก เถื่อนเพื่อการอยู่ร่วมกัน</title><link href="https://thitinob.com/node/98/" rel="alternate" type="text/html" title="หัวเราะเปลี่ยนโลก เถื่อนเพื่อการอยู่ร่วมกัน" /><published>2016-01-26T00:00:00+00:00</published><updated>2016-01-26T00:00:00+00:00</updated><id>https://thitinob.com/node/post-94</id><content type="html" xml:base="https://thitinob.com/node/98/"><![CDATA[<p>เสียงเฮ..เสียงหัวเราะดังลั่นหลังคำถามของเด็กคนหนึ่ง “คุณอ้างว่าทำเพื่อความดี แต่ผมยังไม่เห็นคุณทำอะไรที่บอกว่านั้นเป็นความดีเลย”&nbsp;</p>
<p>‘ตัวละครหญิง หมายเลข3’ อึ้งจนไปไม่ถูก เธอเป็นนักธุรกิจตัวแทนชนชั้นนำที่ติดกรอบคิดการทำเพื่อครอบครัว เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ เติบโตมาในสังคมที่มีเศรษฐฐานะดี สาแหรกรับราชการ สามีเป็นทหารโดนระเบิดเสียชีวิตจากเหตุจราจลสงครามกลางเมือง และลูกชาย ‘หมายเลข 6’ ที่เดินตามเส้นทางชีวิตของพ่อก็พลาดในยุทธการระหว่างป้องกันดาวดวงนั้นให้สงบสุขจากภัยคุกคามของสงครามชนชั้น โดยหญิงอันเป็นที่รัก ‘หมายเลข 9’ เป็นแกนนำการต่อสู้ ท้ายที่สุด ในสนามของการสู้รบ ‘หมายเลข 6’ ก็ตาบอด ยังไม่นับ ‘หมายเลข 12’ ตัวแทนนักวิชาการ หรือเอาเข้าจริงก็คือคนที่บอกว่าตนเองอยู่ตรงกลางของความขัดแย้ง และอิหลั่กอิเหลื่อในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งเชิงชนชั้น พยายามรักษา “พื้นที่ปลอดภัย” ของตนเองด้วยข้ออ้างสารพัด ทั้งที่บางครั้ง บางสถานการณ์เขาสามารถช่วยลดเงื่อนไขของความขัดแย้งไม่ให้พัฒนาไปจนเราไม่สามารถจิตนาการถึงจุดสิ้นสุด<!--break--></p>
<p>ชั่วนาทีที่ ‘ตัวละครหญิง หมายเลข 3’ ไม่สามารถหาคำตอบอธิบายจุดยืนของตนเองได้ ยิ่งทำให้คนดูอึดอัดแทน นี่เป็นบรรยากาศส่วนหนึ่งของ “กอดเวลา" ละครถกแถลง (Dialogue Theater) ละครที่ชวนผู้ชมให้ถกเถียงถึงทางออกจากวิกฤติของดวงดาว เสรีภาพที่มากับความโกลาหล หรือ ความสงบสุขที่มาพร้อมการกดขี่ใช้เหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์ หรือ ขอให้ความรักอยู่เหนือข้อขัดแย้ง จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง แล้วพวกเขาจะอยู่ร่วมดาวดวงเดียวกันได้อย่างไร?</p>
<p>มีอีกหลายคำถาม หลายคำแนะนำจากผู้ชมให้แก่ตัวลครทั้งสี่ ขำขื่น บรรยากาศการสะท้อนย้อนคิดภายในแบบนี้แหละ ที่คนร้อยชีวิตแตกต่างในจุดยืนทางการเมืองปลอดภัยพอที่จะ ‘พูดบางอย่าง’ เชื่อมโยงกับ(ประสบการณ์ตนเอง) และสถานการณ์ความขัดแย้งของสังคมไทย โดยที่แต่ละคนไม่ต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งโดยตรง และเมื่อ ‘พูดบางอย่าง’ ออกมาแล้วทำให้คนหมู่มากเห็นจินตนาการการหาทางออกจากความขัดแย้งร่วมกันได้ แม้เรากำลังช่วยกันแก้ปัญหาให้ ‘ดาวดวงนั้น’ แต่ทุกคนล้วนรู้อยู่กับใจว่าหมายถึงที่ใด</p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ การสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมสู่การสร้าง ‘พื้นที่ที่ปลอดภัย’ ซึ่งไม่ได้ปลอดภัยเพียงกายภาพ ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคุกคาม หรือคู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดคุกคาม แต่ไปไกลถึง “พื้นที่ปลอดภัยทางความคิดและจินตนาการ” เพียงพอที่เราจะคุยหาทางออกจากความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง จากจุดยืนทางการเมืองที่หลากหลายโดยเราไม่เกลียด กลัว และระแวงระหว่างกัน ในพื้นที่นี้ไม่มีใครตัดสินว่าใครผิดถูกต้องทำอะไร แต่เราเริ่มต้นจากการเรียนรู้ตนเองผ่าน “คนอื่น” คือ ตัวละครสมมตินั้นเอง&nbsp;</p>
<p>‘พื้นที่ปลอดภัย’ ลักษณะนี้สร้างได้อย่างไร และจะขยายพื้นที่อย่างไร เพื่อเยียวยาดาวดวงอื่นๆต่อไป&nbsp;</p>
<p>ในพื้นที่ ‘มหาลัยเถื่อน’ ยังพูดเรื่อง “ความขัดแย้งมิติต่างๆ” ผ่านวัตถุการสื่อสารหลายรูปแบบ การละคร ศิลปะ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากร ความหลากหลายของเพศสภาพ ความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์ที่ทำให้ เราสามารถกลายเป็น “คนอื่น” ระหว่างกันได้ แต่เป็นการพูดอย่างมีชีวิตชีวา พูดจากเลือดเนื้อ เสียงหัวเราะ เหล่านี้เป็นการศึกษาด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ ทั้งหมดนี้เป็นความปิติและคุณค่าสำคัญที่ได้มาใช้ชีวิตใน “#มหาลัยเถื่อนปี3” ซึ่ง ‘กลุ่มมะขามป้อมและเครือข่าย’ ช่วยกันออกแบบพื้นที่เรียนรู้ที่ทุกคนร่วมกันแบ่งปันทั้งเรียนและสอนระหว่างกัน มีเรื่องให้ถ่ายทอดขยายการเรียนรู้ได้หลายประเด็น แต่ที่แทงใจจนจุกมากๆ คือ “การเปิดพื้นที่เรียนรู้ของผู้คนที่หลากหลายเพื่อการอยู่ร่วมกัน”&nbsp;</p>
<p>…..</p>
<p>เครดิตภาพจาก&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/Makhampomchiangdaoartspace/?fref=mentions">มะขามป้อมเชียงดาว Art Space</a></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2016-01-26-1.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2016-01-26-2.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2016-01-26-3.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2016-01-26-4.jpg" /></p>
<p><a href="https://www.facebook.com/thitinob/posts/10205704653164102">Facebook : Thitinob Komalnimi -&nbsp;หัวเราะเปลี่ยนโลก&nbsp;เถื่อนเพื่อการอยู่ร่วมกัน</a></p>]]></content><author><name>ฐิตินบ โกมลนิมิ</name></author><category term="Social" /><category term="หัวเราะเปลี่ยนโลก" /><category term="ตัวละครหญิง หมายเลข 3" /><category term="พื้นที่ปลอดภัย" /><category term="ความขัดแย้ง" /><category term="กลุ่มมะขามป้อม" /><summary type="html"><![CDATA[เสียงเฮ..เสียงหัวเราะดังลั่นหลังคำถามของเด็กคนหนึ่ง “คุณอ้างว่าทำเพื่อความดี แต่ผมยังไม่เห็นคุณทำอะไรที่บอกว่านั้นเป็นความดีเลย”&nbsp; ‘ตัวละครหญิง หมายเลข3’ อึ้งจนไปไม่ถูก เธอเป็นนักธุรกิจตัวแทนชนชั้นนำที่ติดกรอบคิดการทำเพื่อครอบครัว เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ เติบโตมาในสังคมที่มีเศรษฐฐานะดี สาแหรกรับราชการ สามีเป็นทหารโดนระเบิดเสียชีวิตจากเหตุจราจลสงครามกลางเมือง และลูกชาย ‘หมายเลข 6’ ที่เดินตามเส้นทางชีวิตของพ่อก็พลาดในยุทธการระหว่างป้องกันดาวดวงนั้นให้สงบสุขจากภัยคุกคามของสงครามชนชั้น โดยหญิงอันเป็นที่รัก ‘หมายเลข 9’ เป็นแกนนำการต่อสู้ ท้ายที่สุด ในสนามของการสู้รบ ‘หมายเลข 6’ ก็ตาบอด ยังไม่นับ ‘หมายเลข 12’ ตัวแทนนักวิชาการ หรือเอาเข้าจริงก็คือคนที่บอกว่าตนเองอยู่ตรงกลางของความขัดแย้ง และอิหลั่กอิเหลื่อในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งเชิงชนชั้น พยายามรักษา “พื้นที่ปลอดภัย” ของตนเองด้วยข้ออ้างสารพัด ทั้งที่บางครั้ง บางสถานการณ์เขาสามารถช่วยลดเงื่อนไขของความขัดแย้งไม่ให้พัฒนาไปจนเราไม่สามารถจิตนาการถึงจุดสิ้นสุด ชั่วนาทีที่ ‘ตัวละครหญิง หมายเลข 3’ ไม่สามารถหาคำตอบอธิบายจุดยืนของตนเองได้ ยิ่งทำให้คนดูอึดอัดแทน นี่เป็นบรรยากาศส่วนหนึ่งของ “กอดเวลา" ละครถกแถลง (Dialogue Theater) ละครที่ชวนผู้ชมให้ถกเถียงถึงทางออกจากวิกฤติของดวงดาว เสรีภาพที่มากับความโกลาหล หรือ ความสงบสุขที่มาพร้อมการกดขี่ใช้เหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์ หรือ ขอให้ความรักอยู่เหนือข้อขัดแย้ง จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง แล้วพวกเขาจะอยู่ร่วมดาวดวงเดียวกันได้อย่างไร? มีอีกหลายคำถาม หลายคำแนะนำจากผู้ชมให้แก่ตัวลครทั้งสี่ ขำขื่น บรรยากาศการสะท้อนย้อนคิดภายในแบบนี้แหละ ที่คนร้อยชีวิตแตกต่างในจุดยืนทางการเมืองปลอดภัยพอที่จะ ‘พูดบางอย่าง’ เชื่อมโยงกับ(ประสบการณ์ตนเอง) และสถานการณ์ความขัดแย้งของสังคมไทย โดยที่แต่ละคนไม่ต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งโดยตรง และเมื่อ ‘พูดบางอย่าง’ ออกมาแล้วทำให้คนหมู่มากเห็นจินตนาการการหาทางออกจากความขัดแย้งร่วมกันได้ แม้เรากำลังช่วยกันแก้ปัญหาให้ ‘ดาวดวงนั้น’ แต่ทุกคนล้วนรู้อยู่กับใจว่าหมายถึงที่ใด สิ่งที่น่าสนใจคือ การสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมสู่การสร้าง ‘พื้นที่ที่ปลอดภัย’ ซึ่งไม่ได้ปลอดภัยเพียงกายภาพ ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคุกคาม หรือคู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดคุกคาม แต่ไปไกลถึง “พื้นที่ปลอดภัยทางความคิดและจินตนาการ” เพียงพอที่เราจะคุยหาทางออกจากความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง จากจุดยืนทางการเมืองที่หลากหลายโดยเราไม่เกลียด กลัว และระแวงระหว่างกัน ในพื้นที่นี้ไม่มีใครตัดสินว่าใครผิดถูกต้องทำอะไร แต่เราเริ่มต้นจากการเรียนรู้ตนเองผ่าน “คนอื่น” คือ ตัวละครสมมตินั้นเอง&nbsp; ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ลักษณะนี้สร้างได้อย่างไร และจะขยายพื้นที่อย่างไร เพื่อเยียวยาดาวดวงอื่นๆต่อไป&nbsp; ในพื้นที่ ‘มหาลัยเถื่อน’ ยังพูดเรื่อง “ความขัดแย้งมิติต่างๆ” ผ่านวัตถุการสื่อสารหลายรูปแบบ การละคร ศิลปะ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากร ความหลากหลายของเพศสภาพ ความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์ที่ทำให้ เราสามารถกลายเป็น “คนอื่น” ระหว่างกันได้ แต่เป็นการพูดอย่างมีชีวิตชีวา พูดจากเลือดเนื้อ เสียงหัวเราะ เหล่านี้เป็นการศึกษาด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ ทั้งหมดนี้เป็นความปิติและคุณค่าสำคัญที่ได้มาใช้ชีวิตใน “#มหาลัยเถื่อนปี3” ซึ่ง ‘กลุ่มมะขามป้อมและเครือข่าย’ ช่วยกันออกแบบพื้นที่เรียนรู้ที่ทุกคนร่วมกันแบ่งปันทั้งเรียนและสอนระหว่างกัน มีเรื่องให้ถ่ายทอดขยายการเรียนรู้ได้หลายประเด็น แต่ที่แทงใจจนจุกมากๆ คือ “การเปิดพื้นที่เรียนรู้ของผู้คนที่หลากหลายเพื่อการอยู่ร่วมกัน”&nbsp; ….. เครดิตภาพจาก&nbsp;มะขามป้อมเชียงดาว Art Space Facebook : Thitinob Komalnimi -&nbsp;หัวเราะเปลี่ยนโลก&nbsp;เถื่อนเพื่อการอยู่ร่วมกัน]]></summary></entry><entry><title type="html">คลิตี้โมเดล 2015 (KLITY Model)</title><link href="https://thitinob.com/node/94/" rel="alternate" type="text/html" title="คลิตี้โมเดล 2015 (KLITY Model)" /><published>2015-12-18T00:00:00+00:00</published><updated>2015-12-18T00:00:00+00:00</updated><id>https://thitinob.com/node/post-93</id><content type="html" xml:base="https://thitinob.com/node/94/"><![CDATA[<h2>‘คลิตี้โมเดล’ เปิดพื้นที่ชุมชนใช้ข้อมูลเฝ้าระวังพิษตะกั่ว<br />พัฒนากลไกรัฐฟื้นฟูเยียวยาการปนเปื้อนมลพิษในสวล.</h2>
<p>========</p>
<p>ใช้เวลายาวนานถึง 17 ปี และเกือบสามปีหลังศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ มาถึงจุดที่สร้างมิติใหม่การฟื้นฟูเยียวยาการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมที่หน่วยงานรัฐเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลของชาวบ้านเป็นส่วนหนึ่งในการติดตามเฝ้าระวังพิษตะกั่วและปรับให้แผนการฟื้นฟูแต่ละด้านสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านชุมชนมากขึ้น กล่าวได้ว่าความสำเร็จในการพื้นฟูลำห้วยคลิตี้ในอีก 20 ปีข้างหน้าอยู่ที่ความเข้มแข็งการเฝ้าระวังระดับตะกั่วในสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนคลิตี้ล่างนั่นเอง</p>
<p>4 เดือนที่แล้ว ‘สมพร เพ็งค่ำ’ นักวิจัยสมทบ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝึกและเป็นพี่เลี้ยงให้ทีมเยาวชนในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ซึ่งเป็นคนรุ่นที่ 2-3 ของแกนนำที่ต่อสู้ให้มีการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้มาอย่างยาวนาน นำโดย ‘น้ำ’ - ‘ชลาลัย นาสวนสุวรรณ’ วันนี้ เธอสามารถอธิบายแผนที่ความเสี่ยงของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโรงแต่งแร่ปล่อยสารตะกั่วลงลำห้วยที่ชุมชนใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนานและอาจได้รับผลกระทบมากขึ้นหากการดูดตะกอนตะกั่วขึ้นมาฝังกลบตามแผนฟื้นฟูของ คพ. ไม่รอบคอบรัดกุมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้านเพียงพอ&nbsp;<!--break--></p>
<p>“ชาวบ้านมีโอกาสร่วมรับฟังแผนการฟื้นฟูที่คพ.ว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นศึกษาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เราขอมีส่วนร่วมมากกว่าการเป็นองค์ประกอบในเวที แต่ร่วมในการทำข้อมูลอีกชุดหนึ่งเพื่อเสนอให้คพ.พิจารณานำไปใช้ในการกำหนด ตรวจสอบ วัดผล และร่วมเฝ้าระวังความเสี่ยงระดับตะกั่วทั้งในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเราเอง เพื่อให้การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตามแผนปฏิบัติการฯ ของคพ.เป็นจริงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”&nbsp;</p>
<p>‘ชลาลัย นาสวนสุวรรณ’ ใช้แผนที่เดินดินอธิบายตำแหน่งแห่งที่ของบ้านเรือนชาวบ้านและวิถีการใช้น้ำในลำห้วยคลิตี้ที่ทาบทับกับแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในห้วยคลิตี้ของ คพ.ที่แบ่งออกเป็น 7 โซนในเชิงเทคนิค ชี้ให้เห็นตั้งแต่บ้านต้นน้ำของลำห้วยที่ใช้น้ำทั้งกินและปลูกพืชประเภทต่างๆ ไปจนทั้งบ้านท้ายน้ำ วิถีของชาวบ้านและการไปค้างคืนที่ไร่ ดังนั้น พื้นที่การใช้ชีวิตของชาวบ้านกว้างกว่าที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการฯ ทีมเก็บข้อมูลยังได้สำรวจชนิดของพืชที่ชาวบ้านเพาะปลูกได้มากถึง 73 ชนิด ซึ่งต้องไปจำแนกประเภทพืชหัวที่มีความเสี่ยงในการดูดดึงสารตะกั่วไปสะสมในราก เธอยังอธิบายผังเครือญาติ 4 ตระกูลใหญ่ในหมู่บ้านคลิตี้ล่างที่สืบทอดความเสี่ยงในการรับสารตะกั่วเข้าร่างกายได้ถึง 4 รุ่น โดยเธอเป็นรุ่นที่สามที่มีปริมาณสารตะกั่วในร่างกายเกินกว่ามาตรฐานกำหนดไว้</p>
<p>ขณะที่ ‘กำธร ศรีสุวรรณมาลา’ แกนนำชาวบ้านและเป็น อสม. หมู่บ้านคลิตี้ล่างด้วย ได้นำเสนอแผนที่ชุมชนเชิงระบาดวิทยาความเสี่ยงพิษสารตะกั่วในร่างกาย โดยอธิบายผ่านสัญลักษณ์สีให้เห็นว่าบ้านใด ชาวบ้านคนใดมีความเสี่ยงระดับไหนบ้าง เช่น ถ้าสีเขียวแก่ หมายถึงพบสารตะกั่วรับการรักษาแล้ว สีเขียวอ่อน - เคยตรวจพบสารตะกั่ว สีเหลืองขนาดใหญ่ - เคยเจาะเลือดตรวจ แต่ไม่รู้ผล ซึ่งเป็นไปได้สองประการคือ หน่วยสาธารณสุขเคยเอาผลเลือดมาให้แล้วแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจ กับไม่เคยได้รับแจ้งผลเลือดจากหน่วยสธ. สีน้ำเงิน - คือคนที่ตายแล้ว คาดว่าน่าจะมีผลจากตะกั่วแต่ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ สีเขียวจุดน้ำเงินตรงกลาง - ได้รับการรักษาโรคพิษสารตะกั่วแล้วและเสียชีวิตแล้ว เขาบอกว่า</p>
<p>“ชาวบ้านอยากมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยของตนเอง ทุกวันนี้ผมเป็นอสม. ได้รับคำสั่งให้คอยติดตามดูเรื่องความดันโลหิต เบาหวาน โรคต่างๆที่เป็นนโยบายจาก สธ. แต่เมื่อชาวบ้านที่มีความเสี่ยงเรื่องพิษสารตะกั่วจึงน่าจะกำหนดให้พื้นที่นี้เป็นเขตพิเศษในการเฝ้าระวังโรคนี้ด้วย อยากได้ความร่วมมือจากหน่วยงานสธ.ในการนำผลเลือดย้อนหลังของชาวบ้านมาใส่ในแผนที่ชุมชนเพื่อการเฝ้าระวังโรค อสม.ในพื้นที่จะได้สามารถสื่อสารความเสี่ยง เส้นทางการรับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายถี่บ่อยอย่างไร มีอาการแสดงออกของโรคอย่างไร รู้ข้อมูลสุขภาพของตนเองมากขึ้นเพื่อรู้ความเสี่ยงในการป้องกันการเกิดโรคในอนาคต”</p>
<p>สาระสำคัญข้อมูลชุมชนเหล่านี้ถูกนำเสนอในรายการเวทีสาธารณะ ของไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 (คาดว่าจะออกอากาศต้นปี 2559) ที่เครือข่ายเยาวชนหมู่บ้านคลิตี้เป็นเจ้าภาพในการเชิญตัวแทนจากสองกระทรวงหลักคือ&nbsp;(1) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: ประกอบด้วยนายรังสรรค์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมผลพิษพร้อมทีมผู้ชำนาญการ และนายพงศ์สรรค์ ดิษฐานุพงศ์ หัวหน้าอุทยานลำคลองงู สำนักอุทยานแห่งชาติพร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานจำนวนหนึ่ง และ (2) กระทรวงสาธารณสุข นำทีมโดยนพ.อรรถพล ชีพสัตยากร ผอ.สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 (ราชบุรี) พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ยังมีเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ติดตามปัหานี้เข้าร่วมด้วยเช่น มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม&nbsp;อนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ศูนย์ศึกษากระเหรี่ยงและการพัฒนา สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น</p>
<p>นายรังสรรค์ เล่าถึงความคืบหน้าแผนปฏิบัติการฟื้นฟูฯ ของคพ. หลังจากให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นศึกษาได้ตั้งคณะทำงานวิชาการเพื่อมองให้รอบด้านมากขึ้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่างข้อกำหนดเชิงเทคนิค (ทีโออาร์) เพื่อจัดหาผู้ประกอบการมาดูดตะกอนไปฝังกลบดดยไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อนเพิ่มเติมให้เสร็จภายใน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2561 ช่วงนี้ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาศึกษาพื้นที่ในการฝังกลบตะกอนตะกั่วที่ต้องหารือร่วมกับสำนักอุทยานเจ้าของพื้นที่ และก่อนทำการขุดหลุมจะทำสองมาตรการคือ ทำประปาภูเขาเพื่อจัดหาน้ำให้ชาวบ้านใช้และสำรวจจัดหาตุ้มน้ำเพื่อให้ชาวบ้านรองน้ำฝนให้เพียงพอใช้ได้ตลอดทั้งปี ส่วนที่เจ้าของโรงแต่งแร่อ้างว่าเป็นพื้นที่สปก. (พื้นที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร)นั้น ต้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และปลายเดือนธันวาคมนี้ จะร่วมกับอุทยานลำคลองงูในการบวชป่า เพื่ออนุรักษ์ไม้ใหญ่ระหว่างกระบวนการฟืนฟูลำห้วย หากจำเป็นต้องตัดต้นไม้ใดก็ต้องปลูกคืนให้กับอุทยานตามที่กฎหมายกำหนด</p>
<p>“เร็วๆนี้ จะตั้งคณะทำงานไตรภาคีที่ประกอบด้วย รัฐ นักวิชาการและชาวบ้านคลิตี้&nbsp;ให้เข้ามาร่วมกำกับดูแลการฟื้นฟูลำห้วยตามแผนปฏิบัติการทุกขั้นตอน มีการประชุมร่วมกันทุกเดือน&nbsp;โดยจะรีบส่งร่างทีโออาร์ให้ศึกษาเพื่อประกวดราคาคัดเลือกผู้รับเหมามาดำเนินการ และยินดีที่จะนำข้อมูลที่ชาวบ้านทำได้เข้ามาพิจารณาในแผนปฏิบัติการด้วย ถือเป็นการร่วมสร้างปรากฎการณ์ใหม่ปรับความสัมพันธ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน มาสู่ช่วงของการหันหาเข้าหากัน และร่วมมือกันฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม ซึ่งก่อนหน้านี้คพ.เองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถูกชาวบ้านฟ้องร้อง คพ.จะพยายามทำให้ดีที่สุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้”</p>
<p>ด้าน นพ.อรรถพล ระบุว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งงบประมาณในการตรวจเลือดและเฝ้าระวังโรคของชาวบ้านคลิตี้ไว้แล้ว การทำข้อมูลของชุมชนจะทำให้ทาง สคร.ทำงานง่ายขึ้นจะมีการวางแผนทำงานร่วมมือกับชาวบ้านมากขึ้น</p>
<p>‘สุรชัย ตรงงาม’ จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ระบุว่านี้คือ ‘คลิตี้โมเดล’ ที่ผู้เกี่ยวข้องพยายามพัฒนาองค์ความรู้ในการฟื้นฟูเยี่ยวยาการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสิทธิทางด้านสิ่งแวดล้อมจะเข้มแข็งได้มากขึ้นสัมพันธ์กับความเข้มแข็งของชุมชนลุกขึ้นมามีส่วนร่วมที่มากกว่าเพียงรับฟังแต่ร่วมให้ข้อมูล มีอำนาจในการกำหนด ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม ชุมชน และตัวเขาเอง</p>
<p>‘สมพร เพ็งค่ำ’ ประเมินว่ากลไกรัฐในปัจจุบันไม่พร้อมรับมือสถานการณ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กรณีคลิตี้นี้ชัดเจนว่าแม้มีคำสั่งศาลปกครองให้ทำแผนฟื้นฟูซึ่ง คพ.ได้ทำครอบคลุมหลายมิติใน&nbsp;5 ด้านสำคัญ คือ (1) การปนเปื้อนในดิน ตะกอน และน้ำ (2) การปนเปื้อนในสัตว์น้ำและสัตว์บก (3) การเกษตร (4) ความเสี่ยงต่อสุขภาพ และ (5) ด้านสังคมและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง พบว่าในแผนปฏิบัติการฯดังกล่าวเกินอำนาจที่คพ.จะส่งให้หน่วยงานอื่นปฏิบัติตามแผนได้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของประเทศไทยที่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม หรือรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีจะต้องมีมติเพื่อทำให้แผนนี้มีอำนาจเชิงปฏิบัติการมากขึ้นและมีงบประมาณจากกระทรวงอื่นๆเข้ามารองรับการฟื้นฟู รวมทั้งในอนาคตอาจต้องคิดโจทย์ร่วมมีหน่วยงานเป็นการเฉพาะเพื่อรับภารกิจการคุ้มครอง ป้องกัน และฟื้นฟูเยียวยาสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพหรือไม่&nbsp;</p>
<p>“เป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ขณะนี้เรารู้ว่าตะกั่วเป็นมลพิษอยู่ตรงไหนเกินค่ามาตรฐานเท่าใด แต่เราไม่รู้ว่าคนมีพิษตะกั่วมากน้อย และเขาเหล่านั้นอยู่อย่างไร&nbsp;การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเป้าหมายต้องอยู่ที่คนไม่เจ็บป่วยจากพิษสารตะกั่ว”&nbsp;</p>
<p>ด้านดร.ชยาวีร์ หวังเจริญรุ่ง เลขานุการคณะทำงานวิชาการเพื่อเสนอแนะแนวทางการฟื้นฟูห้วยคลิตี้ เสริมบทเรียน ‘คลิตี้โมเดล’ เรื่องกลไกการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆอาจเป็นหัวใจการขับเคลื่อนเรื่องนี้ แต่คุณค่าความหมายของคลิตี้โมเดลต้องนำไปสู่บทเรียนการป้องกันเหตุปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมพื้นที่อื่นๆด้วย และผู้ก่อมลพิษควรต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการป้องกันและฟื้นฟูเยียวยาด้วย.</p>
<p>เชิงระบบยุติธรรมสิ่งแวดล้อม ‘สุรพงษ์ กองจันทึก’ ในฐานะรองประธานคณะทำงานวิชาการฯ เห็นว่านี้เป็นบทเรียนของศาลปกครองเช่นกันที่มีคำสังศาลลงมาโดยหวังให้หน่วยงานรัฐแก้ปัญหาของตนเองได้ แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ขณะนี้พบว่า ล่าช้ากว่าที่ศาลกำหนดไว้ให้ต้องทำแผนฟื้นฟูภายใน 3 ปี อาจต้องนำความเหล่านี้ไปสรุปบทเรียนการติดตามและการบังคับคดีของศาลเองด้วย.</p>
<p>##########</p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2015-12-18-1.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2015-12-18-2.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2015-12-18-3.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2015-12-18-4.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2015-12-18-5.jpg" /></p>
<p><img alt="" src="/assets/images/2015-12-18-6.jpg" /></p>
<p><a href="https://www.facebook.com/thitinob/media_set?set=a.10205481511305695.1488367367&amp;type=3">Facebook : Thitinob Komalnimi -&nbsp;KLITY Model</a></p>]]></content><author><name>ฐิตินบ โกมลนิมิ</name></author><category term="Social" /><category term="คลิตี้โมเดล" /><category term="คำพิพากษา" /><category term="ลำห้วยคลิตี้" /><category term="สิ่งแวดล้อม" /><category term="คุณภาพชีวิต" /><category term="คลิตี้ล่าง" /><category term="สมพร เพ็งค่ำ" /><category term="ชลาลัย นาสวนสุวรรณ" /><category term="กำธร ศรีสุวรรณมาลา" /><category term="สุรชัย ตรงงาม" /><category term="ชยาวีร์ หวังเจริญรุ่ง" /><category term="ตะกั่ว" /><summary type="html"><![CDATA[‘คลิตี้โมเดล’ เปิดพื้นที่ชุมชนใช้ข้อมูลเฝ้าระวังพิษตะกั่วพัฒนากลไกรัฐฟื้นฟูเยียวยาการปนเปื้อนมลพิษในสวล. ======== ใช้เวลายาวนานถึง 17 ปี และเกือบสามปีหลังศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ มาถึงจุดที่สร้างมิติใหม่การฟื้นฟูเยียวยาการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมที่หน่วยงานรัฐเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลของชาวบ้านเป็นส่วนหนึ่งในการติดตามเฝ้าระวังพิษตะกั่วและปรับให้แผนการฟื้นฟูแต่ละด้านสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านชุมชนมากขึ้น กล่าวได้ว่าความสำเร็จในการพื้นฟูลำห้วยคลิตี้ในอีก 20 ปีข้างหน้าอยู่ที่ความเข้มแข็งการเฝ้าระวังระดับตะกั่วในสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนคลิตี้ล่างนั่นเอง 4 เดือนที่แล้ว ‘สมพร เพ็งค่ำ’ นักวิจัยสมทบ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝึกและเป็นพี่เลี้ยงให้ทีมเยาวชนในหมู่บ้านคลิตี้ล่าง ซึ่งเป็นคนรุ่นที่ 2-3 ของแกนนำที่ต่อสู้ให้มีการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้มาอย่างยาวนาน นำโดย ‘น้ำ’ - ‘ชลาลัย นาสวนสุวรรณ’ วันนี้ เธอสามารถอธิบายแผนที่ความเสี่ยงของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโรงแต่งแร่ปล่อยสารตะกั่วลงลำห้วยที่ชุมชนใช้ประโยชน์มาอย่างยาวนานและอาจได้รับผลกระทบมากขึ้นหากการดูดตะกอนตะกั่วขึ้นมาฝังกลบตามแผนฟื้นฟูของ คพ. ไม่รอบคอบรัดกุมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้านเพียงพอ&nbsp; “ชาวบ้านมีโอกาสร่วมรับฟังแผนการฟื้นฟูที่คพ.ว่าจ้างให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นศึกษาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เราขอมีส่วนร่วมมากกว่าการเป็นองค์ประกอบในเวที แต่ร่วมในการทำข้อมูลอีกชุดหนึ่งเพื่อเสนอให้คพ.พิจารณานำไปใช้ในการกำหนด ตรวจสอบ วัดผล และร่วมเฝ้าระวังความเสี่ยงระดับตะกั่วทั้งในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเราเอง เพื่อให้การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตามแผนปฏิบัติการฯ ของคพ.เป็นจริงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”&nbsp; ‘ชลาลัย นาสวนสุวรรณ’ ใช้แผนที่เดินดินอธิบายตำแหน่งแห่งที่ของบ้านเรือนชาวบ้านและวิถีการใช้น้ำในลำห้วยคลิตี้ที่ทาบทับกับแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารตะกั่วในห้วยคลิตี้ของ คพ.ที่แบ่งออกเป็น 7 โซนในเชิงเทคนิค ชี้ให้เห็นตั้งแต่บ้านต้นน้ำของลำห้วยที่ใช้น้ำทั้งกินและปลูกพืชประเภทต่างๆ ไปจนทั้งบ้านท้ายน้ำ วิถีของชาวบ้านและการไปค้างคืนที่ไร่ ดังนั้น พื้นที่การใช้ชีวิตของชาวบ้านกว้างกว่าที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการฯ ทีมเก็บข้อมูลยังได้สำรวจชนิดของพืชที่ชาวบ้านเพาะปลูกได้มากถึง 73 ชนิด ซึ่งต้องไปจำแนกประเภทพืชหัวที่มีความเสี่ยงในการดูดดึงสารตะกั่วไปสะสมในราก เธอยังอธิบายผังเครือญาติ 4 ตระกูลใหญ่ในหมู่บ้านคลิตี้ล่างที่สืบทอดความเสี่ยงในการรับสารตะกั่วเข้าร่างกายได้ถึง 4 รุ่น โดยเธอเป็นรุ่นที่สามที่มีปริมาณสารตะกั่วในร่างกายเกินกว่ามาตรฐานกำหนดไว้ ขณะที่ ‘กำธร ศรีสุวรรณมาลา’ แกนนำชาวบ้านและเป็น อสม. หมู่บ้านคลิตี้ล่างด้วย ได้นำเสนอแผนที่ชุมชนเชิงระบาดวิทยาความเสี่ยงพิษสารตะกั่วในร่างกาย โดยอธิบายผ่านสัญลักษณ์สีให้เห็นว่าบ้านใด ชาวบ้านคนใดมีความเสี่ยงระดับไหนบ้าง เช่น ถ้าสีเขียวแก่ หมายถึงพบสารตะกั่วรับการรักษาแล้ว สีเขียวอ่อน - เคยตรวจพบสารตะกั่ว สีเหลืองขนาดใหญ่ - เคยเจาะเลือดตรวจ แต่ไม่รู้ผล ซึ่งเป็นไปได้สองประการคือ หน่วยสาธารณสุขเคยเอาผลเลือดมาให้แล้วแต่ชาวบ้านไม่เข้าใจ กับไม่เคยได้รับแจ้งผลเลือดจากหน่วยสธ. สีน้ำเงิน - คือคนที่ตายแล้ว คาดว่าน่าจะมีผลจากตะกั่วแต่ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ สีเขียวจุดน้ำเงินตรงกลาง - ได้รับการรักษาโรคพิษสารตะกั่วแล้วและเสียชีวิตแล้ว เขาบอกว่า “ชาวบ้านอยากมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยของตนเอง ทุกวันนี้ผมเป็นอสม. ได้รับคำสั่งให้คอยติดตามดูเรื่องความดันโลหิต เบาหวาน โรคต่างๆที่เป็นนโยบายจาก สธ. แต่เมื่อชาวบ้านที่มีความเสี่ยงเรื่องพิษสารตะกั่วจึงน่าจะกำหนดให้พื้นที่นี้เป็นเขตพิเศษในการเฝ้าระวังโรคนี้ด้วย อยากได้ความร่วมมือจากหน่วยงานสธ.ในการนำผลเลือดย้อนหลังของชาวบ้านมาใส่ในแผนที่ชุมชนเพื่อการเฝ้าระวังโรค อสม.ในพื้นที่จะได้สามารถสื่อสารความเสี่ยง เส้นทางการรับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายถี่บ่อยอย่างไร มีอาการแสดงออกของโรคอย่างไร รู้ข้อมูลสุขภาพของตนเองมากขึ้นเพื่อรู้ความเสี่ยงในการป้องกันการเกิดโรคในอนาคต” สาระสำคัญข้อมูลชุมชนเหล่านี้ถูกนำเสนอในรายการเวทีสาธารณะ ของไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2558 (คาดว่าจะออกอากาศต้นปี 2559) ที่เครือข่ายเยาวชนหมู่บ้านคลิตี้เป็นเจ้าภาพในการเชิญตัวแทนจากสองกระทรวงหลักคือ&nbsp;(1) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: ประกอบด้วยนายรังสรรค์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมผลพิษพร้อมทีมผู้ชำนาญการ และนายพงศ์สรรค์ ดิษฐานุพงศ์ หัวหน้าอุทยานลำคลองงู สำนักอุทยานแห่งชาติพร้อมเจ้าหน้าที่อุทยานจำนวนหนึ่ง และ (2) กระทรวงสาธารณสุข นำทีมโดยนพ.อรรถพล ชีพสัตยากร ผอ.สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 (ราชบุรี) พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ยังมีเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ติดตามปัหานี้เข้าร่วมด้วยเช่น มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม&nbsp;อนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ศูนย์ศึกษากระเหรี่ยงและการพัฒนา สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น นายรังสรรค์ เล่าถึงความคืบหน้าแผนปฏิบัติการฟื้นฟูฯ ของคพ. หลังจากให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นศึกษาได้ตั้งคณะทำงานวิชาการเพื่อมองให้รอบด้านมากขึ้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่างข้อกำหนดเชิงเทคนิค (ทีโออาร์) เพื่อจัดหาผู้ประกอบการมาดูดตะกอนไปฝังกลบดดยไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อนเพิ่มเติมให้เสร็จภายใน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2561 ช่วงนี้ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาศึกษาพื้นที่ในการฝังกลบตะกอนตะกั่วที่ต้องหารือร่วมกับสำนักอุทยานเจ้าของพื้นที่ และก่อนทำการขุดหลุมจะทำสองมาตรการคือ ทำประปาภูเขาเพื่อจัดหาน้ำให้ชาวบ้านใช้และสำรวจจัดหาตุ้มน้ำเพื่อให้ชาวบ้านรองน้ำฝนให้เพียงพอใช้ได้ตลอดทั้งปี ส่วนที่เจ้าของโรงแต่งแร่อ้างว่าเป็นพื้นที่สปก. (พื้นที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร)นั้น ต้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และปลายเดือนธันวาคมนี้ จะร่วมกับอุทยานลำคลองงูในการบวชป่า เพื่ออนุรักษ์ไม้ใหญ่ระหว่างกระบวนการฟืนฟูลำห้วย หากจำเป็นต้องตัดต้นไม้ใดก็ต้องปลูกคืนให้กับอุทยานตามที่กฎหมายกำหนด “เร็วๆนี้ จะตั้งคณะทำงานไตรภาคีที่ประกอบด้วย รัฐ นักวิชาการและชาวบ้านคลิตี้&nbsp;ให้เข้ามาร่วมกำกับดูแลการฟื้นฟูลำห้วยตามแผนปฏิบัติการทุกขั้นตอน มีการประชุมร่วมกันทุกเดือน&nbsp;โดยจะรีบส่งร่างทีโออาร์ให้ศึกษาเพื่อประกวดราคาคัดเลือกผู้รับเหมามาดำเนินการ และยินดีที่จะนำข้อมูลที่ชาวบ้านทำได้เข้ามาพิจารณาในแผนปฏิบัติการด้วย ถือเป็นการร่วมสร้างปรากฎการณ์ใหม่ปรับความสัมพันธ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน มาสู่ช่วงของการหันหาเข้าหากัน และร่วมมือกันฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม ซึ่งก่อนหน้านี้คพ.เองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถูกชาวบ้านฟ้องร้อง คพ.จะพยายามทำให้ดีที่สุดตามที่กฎหมายกำหนดไว้” ด้าน นพ.อรรถพล ระบุว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งงบประมาณในการตรวจเลือดและเฝ้าระวังโรคของชาวบ้านคลิตี้ไว้แล้ว การทำข้อมูลของชุมชนจะทำให้ทาง สคร.ทำงานง่ายขึ้นจะมีการวางแผนทำงานร่วมมือกับชาวบ้านมากขึ้น ‘สุรชัย ตรงงาม’ จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ระบุว่านี้คือ ‘คลิตี้โมเดล’ ที่ผู้เกี่ยวข้องพยายามพัฒนาองค์ความรู้ในการฟื้นฟูเยี่ยวยาการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสิทธิทางด้านสิ่งแวดล้อมจะเข้มแข็งได้มากขึ้นสัมพันธ์กับความเข้มแข็งของชุมชนลุกขึ้นมามีส่วนร่วมที่มากกว่าเพียงรับฟังแต่ร่วมให้ข้อมูล มีอำนาจในการกำหนด ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อม ชุมชน และตัวเขาเอง ‘สมพร เพ็งค่ำ’ ประเมินว่ากลไกรัฐในปัจจุบันไม่พร้อมรับมือสถานการณ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กรณีคลิตี้นี้ชัดเจนว่าแม้มีคำสั่งศาลปกครองให้ทำแผนฟื้นฟูซึ่ง คพ.ได้ทำครอบคลุมหลายมิติใน&nbsp;5 ด้านสำคัญ คือ (1) การปนเปื้อนในดิน ตะกอน และน้ำ (2) การปนเปื้อนในสัตว์น้ำและสัตว์บก (3) การเกษตร (4) ความเสี่ยงต่อสุขภาพ และ (5) ด้านสังคมและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง พบว่าในแผนปฏิบัติการฯดังกล่าวเกินอำนาจที่คพ.จะส่งให้หน่วยงานอื่นปฏิบัติตามแผนได้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของประเทศไทยที่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม หรือรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีจะต้องมีมติเพื่อทำให้แผนนี้มีอำนาจเชิงปฏิบัติการมากขึ้นและมีงบประมาณจากกระทรวงอื่นๆเข้ามารองรับการฟื้นฟู รวมทั้งในอนาคตอาจต้องคิดโจทย์ร่วมมีหน่วยงานเป็นการเฉพาะเพื่อรับภารกิจการคุ้มครอง ป้องกัน และฟื้นฟูเยียวยาสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพหรือไม่&nbsp; “เป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ขณะนี้เรารู้ว่าตะกั่วเป็นมลพิษอยู่ตรงไหนเกินค่ามาตรฐานเท่าใด แต่เราไม่รู้ว่าคนมีพิษตะกั่วมากน้อย และเขาเหล่านั้นอยู่อย่างไร&nbsp;การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเป้าหมายต้องอยู่ที่คนไม่เจ็บป่วยจากพิษสารตะกั่ว”&nbsp; ด้านดร.ชยาวีร์ หวังเจริญรุ่ง เลขานุการคณะทำงานวิชาการเพื่อเสนอแนะแนวทางการฟื้นฟูห้วยคลิตี้ เสริมบทเรียน ‘คลิตี้โมเดล’ เรื่องกลไกการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆอาจเป็นหัวใจการขับเคลื่อนเรื่องนี้ แต่คุณค่าความหมายของคลิตี้โมเดลต้องนำไปสู่บทเรียนการป้องกันเหตุปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมพื้นที่อื่นๆด้วย และผู้ก่อมลพิษควรต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการป้องกันและฟื้นฟูเยียวยาด้วย. เชิงระบบยุติธรรมสิ่งแวดล้อม ‘สุรพงษ์ กองจันทึก’ ในฐานะรองประธานคณะทำงานวิชาการฯ เห็นว่านี้เป็นบทเรียนของศาลปกครองเช่นกันที่มีคำสังศาลลงมาโดยหวังให้หน่วยงานรัฐแก้ปัญหาของตนเองได้ แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ขณะนี้พบว่า ล่าช้ากว่าที่ศาลกำหนดไว้ให้ต้องทำแผนฟื้นฟูภายใน 3 ปี อาจต้องนำความเหล่านี้ไปสรุปบทเรียนการติดตามและการบังคับคดีของศาลเองด้วย. ########## Facebook : Thitinob Komalnimi -&nbsp;KLITY Model]]></summary></entry><entry><title type="html">The Lunch Box “คิดถึงโภชนา”:”บางครั้งเมื่อขึ้นรถไฟผิดสาย แต่อาจจะลงถูกสถานีก็ได้”</title><link href="https://thitinob.com/node/91/" rel="alternate" type="text/html" title="The Lunch Box “คิดถึงโภชนา”:”บางครั้งเมื่อขึ้นรถไฟผิดสาย แต่อาจจะลงถูกสถานีก็ได้”" /><published>2015-01-02T00:00:00+00:00</published><updated>2015-01-02T00:00:00+00:00</updated><id>https://thitinob.com/node/post-90</id><content type="html" xml:base="https://thitinob.com/node/91/"><![CDATA[<p><strong>The Lunch Box “คิดถึงโภชนา”:<br />"บางครั้งเมื่อขึ้นรถไฟผิดสาย แต่อาจจะลงถูกสถานีก็ได้"</strong></p>
<p>อาหารนั้นสามารถสื่อสารกับผู้คนผ่านกลิ่น รสชาติ และรสสัมผัสต่างๆ ทั้งยังเป็นพื้นที่ความทรงจำของชุมชน ผู้คน เป็นประวัติศาสตร์บอกเล่าและตำรับตำรา เคล็ดลับการทำอาหารส่งต่อความรู้ของผู้หญิงรุ่นต่อรุ่นให้ความร่อยของอาหารติดลิ้นและรัญจวนใจอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเธอ ทว่าอาหารในหนังเรื่องนี้กลับทำหน้าที่ในการปลดปล่อย <strong>'อิลา'</strong> หญิงสาวผู้ถูกสามีหมางเมินและพยายามที่จะเรียกร้องความสนใจด้วยการทำอาหารใส่ปิ่นโตเพื่อเอาใจสามี กับ <strong>'เฟอร์นานเดส'</strong> นักบัญชีที่ใช้ชีวิตอย่างเดียวดายและไม่ใส่ใจใครหลังจากที่ภรรยาของเขาเสียชีวิต</p>
<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/assets/images/2015-01-02-1.jpg" style="height: 324px; width: 500px;" /></p>
<p>ประโยคที่ถูกย้ำให้หนังหลายครั้งผ่านตัวละครสำคัญ <strong>"บางครั้งเมื่อขึ้นรถไฟผิดสาย แต่อาจจะลงถูกสถานีก็ได้"</strong> บอกกับเราว่า ความผิดพลาดบางอย่างอาจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเราได้ อย่าไปจมปลักกับอดีตมากนั้น ทว่าเป็นแรงบันดาลใจให้เรามีความหวังกับอนาคตที่เราสามารถเลือกเดินได้ เริ่มต้นจากปิ่นโตที่บรรจุอาหารกลางวันเลิศรสขึ้นรถไฟ แม้ผิดเป้าหมาย (จากสามีเป็นคนอื่นก็ตาม) แต่กลับกลายเป็นส่งถูกคน ให้เรื่องราวและบทสนทนาผ่านจดหมายของคนแปลกหน้า เปิดโลกทรรศน์ สร้างแรงบันดาลใจการใช้ชีวิตอยู่ต่อไปของตัวละครได้ (และคนดูไปพร้อมกัน)</p>
<p>ชื่นชม The Lunch Box เป็นหนังอินเดียที่มีเสน่ห์ เล่าเรื่องชีวิตประจำวันของผู้คนที่ชุลมุน วิถีชีวิต วัฒนธรรม และแนะนำให้เราได้รู้จักเมืองมุมไบผ่านธุรกิจคนรับจ้างส่งอาหารปิ่นโต (dubbawallas) ทำให้ชีวิตของคนเล็กคนน้อยที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมระดับโลก และเมืองท่าทางเศรษฐกิจของอินเดีย ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวาและมี "ตัวตน" ปรากฎในโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมขนาดใหญ่ได้</p>
<p>ที่สำคัญหนังยังให้ตัวละครอย่าง 'อิลา' ตั้งคำถามว่าผู้หญิงอินเดียรุ่นใหม่ที่มีลูกติดอย่างเธอสามารถกำหนดชะตากรรมชีวิตของตนเองได้ไหม? เธอจำเป็นต้องใช้ชีวิตบั้นปลายเช่นเดียวกับ 'แม่' ที่ต้องดูแลพ่อที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดจนวาระสุดท้ายที่นึกไม่ออกว่าชีวิตหลังความตายของสามีจะเป็นอย่างไรต่อไป หรือชีวิตอย่าง 'ป้า' ที่มีชีวิตดูแลลุงที่นอนนิ่งทั้งวันนอนดูแต่พัดลมบนเพดานไม่สื่อสารกับเธออีกแล้ว แต่เธอต้องใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์เพื่อทำทุกอย่างไม่ให้พัดลมบนเพดานหยุดหมุน เพราะถ้าหยุดหมุนชีพจรชีวิตของลุงและป้าอาจต้องหยุดพร้อมกันก็เป็นได้</p>
<p>'อิลา' ชวนให้เราตั้งคำถามว่าชีวิตของหญิงอินเดียจะต้องผูกพันกับสามีไปทั้งชีวิตจริงหรือ ผู้หญิงแต่งงานแล้วควรมีตัวตน ความหวัง และความฝันของเธออย่างไร? หรือแม้แต่พ่อม่ายเมียตายอย่าง 'เฟอร์นานเดส' ก็ตาม ล้วนชวนตั้งคำถามกับสถาบันการสมรสที่ผูกพันความเป็นหญิงชายในวัฒนธรรมอินเดียอย่างยิ่ง</p>
<p>“คิดถึงโภชนา" นี้ ข้าพเจ้าไปหยิบยืมคำมาจากเว็บบอร์ดในพันทิป เพราะเป็นคำพ้องรูปร่วมสมัยทำให้ The Lunch Box เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจตัวเอง อยากกลับมาฟังเรื่องเล่าของอาหารผ่านผู้หญิงในบ้าน เรื่องเล่าอาหารของแม่ และผู้คนต่างๆอีกครั้ง อาจจะต้องปรับวิทยานิพนธ์ของตัวเองออกมาเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาหารให้อ่านได้ง่ายและปรุงเสน่ห์ลงไปอีกหน่อย เผื่อว่าจะตีพิมพ์เป็นหนังสือออกมาสักเล่มได้ ^ ^</p>]]></content><author><name>ฐิตินบ โกมลนิมิ</name></author><category term="Stuff" /><category term="lunch box" /><category term="food study" /><category term="gender" /><summary type="html"><![CDATA[The Lunch Box “คิดถึงโภชนา”:"บางครั้งเมื่อขึ้นรถไฟผิดสาย แต่อาจจะลงถูกสถานีก็ได้" อาหารนั้นสามารถสื่อสารกับผู้คนผ่านกลิ่น รสชาติ และรสสัมผัสต่างๆ ทั้งยังเป็นพื้นที่ความทรงจำของชุมชน ผู้คน เป็นประวัติศาสตร์บอกเล่าและตำรับตำรา เคล็ดลับการทำอาหารส่งต่อความรู้ของผู้หญิงรุ่นต่อรุ่นให้ความร่อยของอาหารติดลิ้นและรัญจวนใจอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเธอ ทว่าอาหารในหนังเรื่องนี้กลับทำหน้าที่ในการปลดปล่อย 'อิลา' หญิงสาวผู้ถูกสามีหมางเมินและพยายามที่จะเรียกร้องความสนใจด้วยการทำอาหารใส่ปิ่นโตเพื่อเอาใจสามี กับ 'เฟอร์นานเดส' นักบัญชีที่ใช้ชีวิตอย่างเดียวดายและไม่ใส่ใจใครหลังจากที่ภรรยาของเขาเสียชีวิต ประโยคที่ถูกย้ำให้หนังหลายครั้งผ่านตัวละครสำคัญ "บางครั้งเมื่อขึ้นรถไฟผิดสาย แต่อาจจะลงถูกสถานีก็ได้" บอกกับเราว่า ความผิดพลาดบางอย่างอาจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเราได้ อย่าไปจมปลักกับอดีตมากนั้น ทว่าเป็นแรงบันดาลใจให้เรามีความหวังกับอนาคตที่เราสามารถเลือกเดินได้ เริ่มต้นจากปิ่นโตที่บรรจุอาหารกลางวันเลิศรสขึ้นรถไฟ แม้ผิดเป้าหมาย (จากสามีเป็นคนอื่นก็ตาม) แต่กลับกลายเป็นส่งถูกคน ให้เรื่องราวและบทสนทนาผ่านจดหมายของคนแปลกหน้า เปิดโลกทรรศน์ สร้างแรงบันดาลใจการใช้ชีวิตอยู่ต่อไปของตัวละครได้ (และคนดูไปพร้อมกัน) ชื่นชม The Lunch Box เป็นหนังอินเดียที่มีเสน่ห์ เล่าเรื่องชีวิตประจำวันของผู้คนที่ชุลมุน วิถีชีวิต วัฒนธรรม และแนะนำให้เราได้รู้จักเมืองมุมไบผ่านธุรกิจคนรับจ้างส่งอาหารปิ่นโต (dubbawallas) ทำให้ชีวิตของคนเล็กคนน้อยที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมระดับโลก และเมืองท่าทางเศรษฐกิจของอินเดีย ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวาและมี "ตัวตน" ปรากฎในโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมขนาดใหญ่ได้ ที่สำคัญหนังยังให้ตัวละครอย่าง 'อิลา' ตั้งคำถามว่าผู้หญิงอินเดียรุ่นใหม่ที่มีลูกติดอย่างเธอสามารถกำหนดชะตากรรมชีวิตของตนเองได้ไหม? เธอจำเป็นต้องใช้ชีวิตบั้นปลายเช่นเดียวกับ 'แม่' ที่ต้องดูแลพ่อที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดจนวาระสุดท้ายที่นึกไม่ออกว่าชีวิตหลังความตายของสามีจะเป็นอย่างไรต่อไป หรือชีวิตอย่าง 'ป้า' ที่มีชีวิตดูแลลุงที่นอนนิ่งทั้งวันนอนดูแต่พัดลมบนเพดานไม่สื่อสารกับเธออีกแล้ว แต่เธอต้องใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์เพื่อทำทุกอย่างไม่ให้พัดลมบนเพดานหยุดหมุน เพราะถ้าหยุดหมุนชีพจรชีวิตของลุงและป้าอาจต้องหยุดพร้อมกันก็เป็นได้ 'อิลา' ชวนให้เราตั้งคำถามว่าชีวิตของหญิงอินเดียจะต้องผูกพันกับสามีไปทั้งชีวิตจริงหรือ ผู้หญิงแต่งงานแล้วควรมีตัวตน ความหวัง และความฝันของเธออย่างไร? หรือแม้แต่พ่อม่ายเมียตายอย่าง 'เฟอร์นานเดส' ก็ตาม ล้วนชวนตั้งคำถามกับสถาบันการสมรสที่ผูกพันความเป็นหญิงชายในวัฒนธรรมอินเดียอย่างยิ่ง “คิดถึงโภชนา" นี้ ข้าพเจ้าไปหยิบยืมคำมาจากเว็บบอร์ดในพันทิป เพราะเป็นคำพ้องรูปร่วมสมัยทำให้ The Lunch Box เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจตัวเอง อยากกลับมาฟังเรื่องเล่าของอาหารผ่านผู้หญิงในบ้าน เรื่องเล่าอาหารของแม่ และผู้คนต่างๆอีกครั้ง อาจจะต้องปรับวิทยานิพนธ์ของตัวเองออกมาเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับอาหารให้อ่านได้ง่ายและปรุงเสน่ห์ลงไปอีกหน่อย เผื่อว่าจะตีพิมพ์เป็นหนังสือออกมาสักเล่มได้ ^ ^]]></summary></entry><entry><title type="html">ทำไมสตรีศึกษาน่าสนใจ (1): ผู้หญิง ความรัก และจักรยาน</title><link href="https://thitinob.com/node/92/" rel="alternate" type="text/html" title="ทำไมสตรีศึกษาน่าสนใจ (1): ผู้หญิง ความรัก และจักรยาน" /><published>2015-01-02T00:00:00+00:00</published><updated>2015-01-02T00:00:00+00:00</updated><id>https://thitinob.com/node/post-91</id><content type="html" xml:base="https://thitinob.com/node/92/"><![CDATA[<p>ทำไมสตรีศึกษาน่าสนใจ (1): ผู้หญิง ความรัก และจักรยาน<br />- - - - - - - - - - - - - - -<br />[หลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายเวลาเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ถึงวันที่ 20 มิ.ย. 57 รายละเอียดที่นี่ค่ะ https://dl.dropboxusercontent.com/u/8751428/WGSSPbrochure.pdf ]</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.flickr.com/photos/130320095@N04/15989092069" title="สตรีศึกษากับจักรยาน by Thitinob Komalnimi, on Flickr"><img alt="สตรีศึกษากับจักรยาน" height="252" src="/assets/images/2015-01-02-1-1.jpg" width="500" loading="lazy" /></a></p>
<p>ขอชวนแบบรวบรัดตัดความหากคุณมีโอกาสได้สัมผัสกับมุมมองหรือโลกของ 'สตรีศึกษา' การมองโลกจะเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ ยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวและมันอยู่ในชีวิตประจำวันฉันขณะนี้ มีชายหนุ่มพยายามโน้มน้าวให้ปั่นจักรยานเพื่อจะได้มีพื้นที่ชีวิตที่สอดคล้องกันบ้าง โลกและมุมมองของผู้ชายจำนวนมากอาจจะคิดคล้ายๆกับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คือ "ชีวิตก็เหมือนการปั่นจักรยาน เราต้องเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลาเพื่อรักษาสมดุล" และการปั่นจักรยานของเขาก็จะเกาะเกี่ยวกับชีวิตและพื้นที่สาธารณะที่เขาสังคมอยู่ แม้ว่าจักรยานอาจจะตอบโจทย์เรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญก็จริง ทว่า 'สตรีศึกษา' กลับทำให้ฉันไม่รีบกระโจนไปอยู่ในเหตุผลของโลกกระแสหลักไปในทันที หันมาสำรวจโลกของจักรยานในแง่มุมที่เข้ากับตัวเอง อย่างน้อยก็กลับไปสำรวจว่าผู้หญิงมีเหตุผลอะไรบ้างในการปั่นจักรยาน และเหตุผลของเราคืออะไร?</p>
<p>ปรากฎว่าทั้งจักรยานและ 'สตรีศึกษา' พาให้เราไปเจอชุดความรู้ใหม่ว่าจักรยานเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิการเลือกตั้งของเพศหญิงมายาวนาน และเป็นส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวของแนวคิดเฟมินิสต์ หรือสตรีนิยมอย่างสำคัญในอดีต จริงอยู่ทุนนิยมอยากให้ผู้หญิงปั่นจักรยานและผลิตจักรยานทรงผู้หญิงออกมาตั้งแต่ปี 1819 จนทำให้การปั่นจักรยานเป็นกีฬาอันดับหนึ่งของผู้หญิงในยุคหนึ่ง<br /><br />แต่ผู้หญิงในยุคนั้นก็มีการเมืองของเธอเองไม่คล้อยตามกระแสอย่างไม่เท่าทัน กลับใช้จักรยานเป็น 'จักรกลแห่งอิสรภาพ' ในปี 1893 เทสซี่ เรย์โนลด์สร้างปรากฏการณ์ระดับประเทศ เธอปั่นจักรยานจากเมืองไบรตันสู่กรุงลอนดอนแล้วปั่นกลับมาด้วยจักรยานทรงผู้ชายในชุดแบบบุรุษ การแต่งกายของเธอถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่โลกของจักรยานต้องยอมรับการออกแบบที่เน้นประโยชน์ใช้ชอยสำหรับผู้หญิงด้วย ต่อมาเมื่อขบวนการอารยะขัดขืนเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งของผู้หญิงทวีความเข้มข้นขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 1912 ผู้คนมองย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ของเทสซี่ และยกให้เป็นหลักไมล์ครั้งสำคัญของการเคลื่อนไหวขบวนการสิทธิสตรีทีเดียว<br /><br />ต่อมา ปี 1894 แอนนี่ ลอนดอนเบอรี่ คว้าเสื้อผ้าและปืนลูกโม่ใส่กระเป๋าเดินทางออกจากบอสตัน เป้าหมายของเธอคือปั่นจักรยานรอบโลก ด้วยไหวพริบปฏิภาณและความหลักแหลมผนวกกับเสน่ห์เฉพาะตัว แอนนี่โอบกอดการเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศอย่างชาญฉลาด เธอกลายเป็นต้นแบบของ 'สตรีสมัยใหม่' คำจำกัดความที่สังคมอเมริกาใช้เรียกผู้หญิงที่มีบทบาทเทียบเท่าผู้ชายในสมัยนั้น และซูซาน แอนโธนีย์ แกนนำขบวนการสิทธิเลือกตั้งผู้หญิง กล่าวปลุกระดมไว้ว่า "การแต่งกายของแอนนี่คือการประกาศจุดยืนครั้งยิ่งใหญ่ เธอตระหนักว่าสตรีเท่าเทียมกับบุรุษเพศทั้งในเรื่องเสื้อผ้าและเจตจำนงในการใช้ชีวิต"<br /><br />ซูซาน เป็นแกนนำผู้หญิงในการปลุกระดมและโด่งดังขึ้นมาเพราะถุกจับกุมหลังออกเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1872 เธอให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กซันเดย์เวิลด์ ในปี 1896 ว่า "ฉันจะบอกอะไรเกี่ยวกับการปั่นจักรยานให้ฟัง ฉันคิดว่ามันเป็นการปลดเปลื้องและให้อิสรภาพแก่เพศหญิงมากกว่าสิ่งอื่นใดในโลก จักรยานทำให้หญิงสาวได้สัมผัสกับอิสรภาพและช่วยสอนเรื่องการพึ่งตนเอง ในจังหวะที่ก้าวขึ้นนั่งบนจักรยานเธอจะรู้ตัวทันทีว่าไม่มีสิ่งใดทำอันตรายเธอได้ตราบที่ยังนั่งอยู่บนนี้ และเมื่อปั่นออกไป อิสรภาพแห่งสตรีเพศก็ปรากฎเบื้องหน้าของเธอ"<br /><br />กล่าวโดยสรุปคือ สังคมมักจะโจมตีว่าพวกเฟมินิสต์เป็นพวกก้าวร้าวและชอบเรียกร้องสิทธิ แต่หากเราเรียนรู้และเข้าใจโลกแห่งสตรีศึกษา จะเข้าใจมากขึ้นและลึกซึ้งว่า เมื่อผู้หญิงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างมีอิสรภาพและเสมอภาค เธอจะเป็นผู้สร้างจุดเปลี่ยนของสังคมอย่างสำคัญและมอบอีกชุดความรู้ที่หายไปหรือถูกทำให้หายไปในโลกกระแสหลัก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ 'ความรัก' ที่จั่วหัวเรื่องไว้<br /><br />คือ ตลกร้ายมาก ที่คนมักป้ายสีว่าคนเรียนสตรีศึกษาหรือแนวคิดสตรีนิยม เพศสถานะ มักเป็นคนมี 'ปม' อย่างน้อยต้องอกหัก รักคุด ถุกทำร้ายทุบตี มีปัญหาชีวิตให้หงุดหงิด สังคมกระแสหลักคิดอย่างนั้นก็ได้แต่ก็ต้องให้คุณค่ากับ 'ปม' ของผู้หญิงว่า อารมณ์ของเธอกลับสร้างชุดเหตุผลและองค์ความรู้ชุดใหม่ๆให้แก่สังคม การเมือง และการวางรากฐานเศรษฐกิจ จนสามารถยกระดับวิธีคิดของสังคมโลกอย่างเป็นสากล ให้สิทธิของผู้หญิง = สิทธิมนุษยชน คือคนต้องเท่าเทียมกัน<br /><br />มากกว่านั้นพัฒนาการของโลกแห่งสตรีศึกษา ได้ทำให้เราหนีออกจากสภาวะเขาควาย (dilemma) เมื่อผู้หญิงมีอำนาจแล้วก็ไม่ไปกดทับคนที่มีอำนาจน้อยกว่า เหยียดคนอื่น เพศสถานะอื่นๆ คนที่เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจแล้ว มักจะสร้างทางเลือกใหม่ๆ และเปิดพื้นที่ให้คนที่แตกต่างหลากหลายมีพื้นที่ยืน ให้เสียงของคนเล็กคนน้อย คนชายขอบ และเพศสถานะอื่นๆ ได้มีจุดยืนและตำแหน่งแห่งที่ไม่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับที่ผู้หญิงเคยผ่านมาก่อน<br /><br />สตรีศึกษาจะสอนแง่มุมความรักของความรู้และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกันในความเป็นคนนั่นเอง<br /><br />และถ้าจะถามว่าฉันปั่นจักรยานเป็นตามคำชวนของชายหนุ่มหรือยัง? คำตอบคือยัง สถานการณ์คือล้มแล้วล้มอีก กำลังเรียนรู้ทั้งความสัมพันธ์ ประหนึ่งเรียนรู้การทรงตัวเพื่อให้เกิดสมดุลย์ในการเดินไปข้างหน้าอยู่ค่ะ</p>
<p>ปล. เครดิตความรู้จากหนังสือ "อะไรๆก็จักรยาน" ของสำนักพิมพ์มติชนและหากสนใจเรื่องราวการเดินทางรอบโลกของ 'แอนนี่ ลอนดอนเบอรี่' หาอ่านได้จากหนังสือ "Around the World on Two Wheels: Annie Londonderry's Extraordinary Ride”</p>]]></content><author><name>ฐิตินบ โกมลนิมิ</name></author><category term="Social" /><category term="สตรีศึกษา" /><category term="women&apos;s studies" /><category term="จักรยาน" /><category term="bicycle" /><category term="ความรัก" /><summary type="html"><![CDATA[ทำไมสตรีศึกษาน่าสนใจ (1): ผู้หญิง ความรัก และจักรยาน- - - - - - - - - - - - - - -[หลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายเวลาเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ถึงวันที่ 20 มิ.ย. 57 รายละเอียดที่นี่ค่ะ https://dl.dropboxusercontent.com/u/8751428/WGSSPbrochure.pdf ] ขอชวนแบบรวบรัดตัดความหากคุณมีโอกาสได้สัมผัสกับมุมมองหรือโลกของ 'สตรีศึกษา' การมองโลกจะเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ ยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวและมันอยู่ในชีวิตประจำวันฉันขณะนี้ มีชายหนุ่มพยายามโน้มน้าวให้ปั่นจักรยานเพื่อจะได้มีพื้นที่ชีวิตที่สอดคล้องกันบ้าง โลกและมุมมองของผู้ชายจำนวนมากอาจจะคิดคล้ายๆกับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คือ "ชีวิตก็เหมือนการปั่นจักรยาน เราต้องเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลาเพื่อรักษาสมดุล" และการปั่นจักรยานของเขาก็จะเกาะเกี่ยวกับชีวิตและพื้นที่สาธารณะที่เขาสังคมอยู่ แม้ว่าจักรยานอาจจะตอบโจทย์เรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญก็จริง ทว่า 'สตรีศึกษา' กลับทำให้ฉันไม่รีบกระโจนไปอยู่ในเหตุผลของโลกกระแสหลักไปในทันที หันมาสำรวจโลกของจักรยานในแง่มุมที่เข้ากับตัวเอง อย่างน้อยก็กลับไปสำรวจว่าผู้หญิงมีเหตุผลอะไรบ้างในการปั่นจักรยาน และเหตุผลของเราคืออะไร? ปรากฎว่าทั้งจักรยานและ 'สตรีศึกษา' พาให้เราไปเจอชุดความรู้ใหม่ว่าจักรยานเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิการเลือกตั้งของเพศหญิงมายาวนาน และเป็นส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวของแนวคิดเฟมินิสต์ หรือสตรีนิยมอย่างสำคัญในอดีต จริงอยู่ทุนนิยมอยากให้ผู้หญิงปั่นจักรยานและผลิตจักรยานทรงผู้หญิงออกมาตั้งแต่ปี 1819 จนทำให้การปั่นจักรยานเป็นกีฬาอันดับหนึ่งของผู้หญิงในยุคหนึ่งแต่ผู้หญิงในยุคนั้นก็มีการเมืองของเธอเองไม่คล้อยตามกระแสอย่างไม่เท่าทัน กลับใช้จักรยานเป็น 'จักรกลแห่งอิสรภาพ' ในปี 1893 เทสซี่ เรย์โนลด์สร้างปรากฏการณ์ระดับประเทศ เธอปั่นจักรยานจากเมืองไบรตันสู่กรุงลอนดอนแล้วปั่นกลับมาด้วยจักรยานทรงผู้ชายในชุดแบบบุรุษ การแต่งกายของเธอถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่โลกของจักรยานต้องยอมรับการออกแบบที่เน้นประโยชน์ใช้ชอยสำหรับผู้หญิงด้วย ต่อมาเมื่อขบวนการอารยะขัดขืนเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งของผู้หญิงทวีความเข้มข้นขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 1912 ผู้คนมองย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ของเทสซี่ และยกให้เป็นหลักไมล์ครั้งสำคัญของการเคลื่อนไหวขบวนการสิทธิสตรีทีเดียวต่อมา ปี 1894 แอนนี่ ลอนดอนเบอรี่ คว้าเสื้อผ้าและปืนลูกโม่ใส่กระเป๋าเดินทางออกจากบอสตัน เป้าหมายของเธอคือปั่นจักรยานรอบโลก ด้วยไหวพริบปฏิภาณและความหลักแหลมผนวกกับเสน่ห์เฉพาะตัว แอนนี่โอบกอดการเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศอย่างชาญฉลาด เธอกลายเป็นต้นแบบของ 'สตรีสมัยใหม่' คำจำกัดความที่สังคมอเมริกาใช้เรียกผู้หญิงที่มีบทบาทเทียบเท่าผู้ชายในสมัยนั้น และซูซาน แอนโธนีย์ แกนนำขบวนการสิทธิเลือกตั้งผู้หญิง กล่าวปลุกระดมไว้ว่า "การแต่งกายของแอนนี่คือการประกาศจุดยืนครั้งยิ่งใหญ่ เธอตระหนักว่าสตรีเท่าเทียมกับบุรุษเพศทั้งในเรื่องเสื้อผ้าและเจตจำนงในการใช้ชีวิต"ซูซาน เป็นแกนนำผู้หญิงในการปลุกระดมและโด่งดังขึ้นมาเพราะถุกจับกุมหลังออกเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 1872 เธอให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กซันเดย์เวิลด์ ในปี 1896 ว่า "ฉันจะบอกอะไรเกี่ยวกับการปั่นจักรยานให้ฟัง ฉันคิดว่ามันเป็นการปลดเปลื้องและให้อิสรภาพแก่เพศหญิงมากกว่าสิ่งอื่นใดในโลก จักรยานทำให้หญิงสาวได้สัมผัสกับอิสรภาพและช่วยสอนเรื่องการพึ่งตนเอง ในจังหวะที่ก้าวขึ้นนั่งบนจักรยานเธอจะรู้ตัวทันทีว่าไม่มีสิ่งใดทำอันตรายเธอได้ตราบที่ยังนั่งอยู่บนนี้ และเมื่อปั่นออกไป อิสรภาพแห่งสตรีเพศก็ปรากฎเบื้องหน้าของเธอ"กล่าวโดยสรุปคือ สังคมมักจะโจมตีว่าพวกเฟมินิสต์เป็นพวกก้าวร้าวและชอบเรียกร้องสิทธิ แต่หากเราเรียนรู้และเข้าใจโลกแห่งสตรีศึกษา จะเข้าใจมากขึ้นและลึกซึ้งว่า เมื่อผู้หญิงกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างมีอิสรภาพและเสมอภาค เธอจะเป็นผู้สร้างจุดเปลี่ยนของสังคมอย่างสำคัญและมอบอีกชุดความรู้ที่หายไปหรือถูกทำให้หายไปในโลกกระแสหลัก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ 'ความรัก' ที่จั่วหัวเรื่องไว้คือ ตลกร้ายมาก ที่คนมักป้ายสีว่าคนเรียนสตรีศึกษาหรือแนวคิดสตรีนิยม เพศสถานะ มักเป็นคนมี 'ปม' อย่างน้อยต้องอกหัก รักคุด ถุกทำร้ายทุบตี มีปัญหาชีวิตให้หงุดหงิด สังคมกระแสหลักคิดอย่างนั้นก็ได้แต่ก็ต้องให้คุณค่ากับ 'ปม' ของผู้หญิงว่า อารมณ์ของเธอกลับสร้างชุดเหตุผลและองค์ความรู้ชุดใหม่ๆให้แก่สังคม การเมือง และการวางรากฐานเศรษฐกิจ จนสามารถยกระดับวิธีคิดของสังคมโลกอย่างเป็นสากล ให้สิทธิของผู้หญิง = สิทธิมนุษยชน คือคนต้องเท่าเทียมกันมากกว่านั้นพัฒนาการของโลกแห่งสตรีศึกษา ได้ทำให้เราหนีออกจากสภาวะเขาควาย (dilemma) เมื่อผู้หญิงมีอำนาจแล้วก็ไม่ไปกดทับคนที่มีอำนาจน้อยกว่า เหยียดคนอื่น เพศสถานะอื่นๆ คนที่เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจแล้ว มักจะสร้างทางเลือกใหม่ๆ และเปิดพื้นที่ให้คนที่แตกต่างหลากหลายมีพื้นที่ยืน ให้เสียงของคนเล็กคนน้อย คนชายขอบ และเพศสถานะอื่นๆ ได้มีจุดยืนและตำแหน่งแห่งที่ไม่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับที่ผู้หญิงเคยผ่านมาก่อนสตรีศึกษาจะสอนแง่มุมความรักของความรู้และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกันในความเป็นคนนั่นเองและถ้าจะถามว่าฉันปั่นจักรยานเป็นตามคำชวนของชายหนุ่มหรือยัง? คำตอบคือยัง สถานการณ์คือล้มแล้วล้มอีก กำลังเรียนรู้ทั้งความสัมพันธ์ ประหนึ่งเรียนรู้การทรงตัวเพื่อให้เกิดสมดุลย์ในการเดินไปข้างหน้าอยู่ค่ะ ปล. เครดิตความรู้จากหนังสือ "อะไรๆก็จักรยาน" ของสำนักพิมพ์มติชนและหากสนใจเรื่องราวการเดินทางรอบโลกของ 'แอนนี่ ลอนดอนเบอรี่' หาอ่านได้จากหนังสือ "Around the World on Two Wheels: Annie Londonderry's Extraordinary Ride”]]></summary></entry><entry><title type="html">ทำไมสตรีศึกษาน่าสนใจ (2): ผู้หญิง ‘เสียงของความหวัง’ ชายแดนใต้</title><link href="https://thitinob.com/node/93/" rel="alternate" type="text/html" title="ทำไมสตรีศึกษาน่าสนใจ (2): ผู้หญิง ‘เสียงของความหวัง’ ชายแดนใต้" /><published>2015-01-02T00:00:00+00:00</published><updated>2015-01-02T00:00:00+00:00</updated><id>https://thitinob.com/node/post-92</id><content type="html" xml:base="https://thitinob.com/node/93/"><![CDATA[<p>ทำไมสตรีศึกษาน่าสนใจ (2): ผู้หญิง 'เสียงของความหวัง' ชายแดนใต้<br />- - - - - - - - - - - - - - -<br />[หลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายเวลาเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ถึงวันที่ 20 มิ.ย. 57 ดูรายละเอียดที่นี่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/8751428/WGSSPbrochure.pdf ]</p>
<p>ถูกถามบ่อยจนเป็นคำถามยอดนิยม เสียเงินเรียนปริญญาโทสตรีศึกษาจบแล้วได้อะไร ไปทำอาชีพอะไรได้บ้าง? จะตอบก็เกรงกำปั้นทุบดินเกินไป แต่อยากบอกไปอีกทางหนึ่งว่า ความแปลกของ 'สตรีศึกษา' คือระหว่างทางที่เรียนรู้ เราจะถูกฝึกให้คิด ฟัง ได้ยิน รวมทั้งสัมผัสกับมิติใหม่ของ 'มุมมองที่หายไป' และความรู้ใหม่นี้จะติดเนื้อติดตัวสามารถไปต่อยอดกับแนวคิดอื่นๆ ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าตอนนี้คุณทำการทำงานอะไรอยู่ เมื่อเปลี่ยน "แว่น" มองโลกด้วยมุมใหม่ แล้วคุณจะรู้ว่าความรู้เปลี่ยนโลกและสังคมได้เป็นอย่างไร<br />.<br />การเปิดตัวของหลักสูตร 'สตรีศึกษา' ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในต้นศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น สนามความรู้แห่งนี้ได้ทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวของสตรีนิยมในแต่ละยุค และเปิดพื้นที่ให้เห็นการถกเถียงแนวคิดของสตรีนิยมกลุ่มต่างๆ รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์การกดทับกันเองของ 'ผู้หญิง' โดยผู้หญิงผิวสี และผู้หญิงจากโลกที่สามที่มีต่อ 'ผู้หญิงผิวขาว' โดยปรับเปลี่ยนมุมมองของความรู้เรื่องผู้หญิงไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิสตรี แต่เคลื่อนมาสู่การให้ความสำคัญกับผู้หญิงในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของการศึกษา ใส่ใจต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจในยุคหลังอาณานิคม ยิ่งการมาเยือนของนักวิชาการระดับโลก 'กยาตรี จักรวที สปีวัค' (Gayatri Chakravorty Spivak) ระยะสั้นๆ 'ภูมิทัศน์ความรู้สตรีศึกษา' จึงมีกลิ่นอายของ Subaltern Study สอนให้เราระวังไหวต่อวาทกรรมกระแสหลักและแนวคิดแบบตะวันตกได้สร้าง 'ความเป็นอื่น' (the others) หรือ 'กลุ่มที่ถูกกดทับ' ให้แก่ผู้คนและคนเล็กคนน้อยอย่างไร ทั้งยังเปิดพื้นที่ให้แก่เพศสถานะอื่นๆ ได้เผยตัวและมีปฏิบัติการของความรู้ขึ้นมาเคียงคู่ด้วย</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.flickr.com/photos/130320095@N04/15553046904" title="สตรีศึกษาเสียงของความหวัง by Thitinob Komalnimi, on Flickr"><img alt="สตรีศึกษาเสียงของความหวัง" height="375" src="/assets/images/2015-01-02-1-2.jpg" width="500" loading="lazy" /></a></p>
<p>ดังนั้น การมาปักหลักทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งและความรุนแรงชายแดนใต้ ทำให้ฉันระมัดระวังไม่พกพา 'มุมมองของคนกรุงเทพฯ' ลงมาตีความปัญหาและแก้ไขด้วยมุมมองของเรา หรือ "คนส่วนกลาง" จนเกินงามไปนัก ทว่าเพียรฟังให้ได้ยินว่า 'คนในพื้นที่' คิดและต้องการสิ่งใด เช่น การมีโอกาสออกแบบกระบวนการและเอื้ออำนวยให้ผู้หญิงผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง 19 ชีวิต เขียนเรื่องเล่าอันเป็นปากคำของผู้หญิงที่เป็นแม่ เป็นเมีย เป็นลูกของผู้สูญเสีย กลั่นกรองการก้าวข้ามความเจ็บปวด และ 'เขียนตัวตน' ของเธอด้วยมือของเธอเอง จนกลายเป็นหนังสือ "เสียงของความหวัง: เรื่องเล่าผู้หญิงเพื่อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้" ที่ถูกผลิตซ้ำเป็นนิทรรศการภาพถ่ายและสารคดีชีวิตเผยแพร่ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ ในช่วงเวลา 2-3 ปีนี้<br />.<br />การเล่าเรื่องผ่านสายตาของ "ผู้หญิงในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี" ประสบการณ์ชีวิตของเธอทั้ง 19 คน กลายเป็นพื้นที่ทางการเมืองและสร้างลักษณะจำเพาะของการสร้างความรู้จากกระบวนการก้าวข้ามความเจ็บปวด การเรียบเรียงความทรงจำที่เชื่อมโยงกับบริบทต่างๆของสังคม ชุมชน ว่าผู้หญิงเหล่านี้ต้องเผชิญกับ 'สถานการณ์' ต่างๆอย่างไร<br />.<br />'รอซีดะ ดาโอ๊ะ' ได้ฉายภาพประวัติศาสตร์ความขัดแย้งย้อนอดีต 40 ปีผ่านชีวิตของเธอ พ่อที่เป็นโต๊ะครูสอนศาสนาอิสลามต้องหนีเจ้าหน้าที่รัฐไปอยู่มาเลเซีย สามีต้องเสียชีวิตในเหตุการณ์กรือเซะ และวันนี้ลูกชายกำลังเติบโตกับความขัดแย้งและรุนแรงที่ยืดเยื้ออย่างไม่รู้ชะตากรรม เธอบอกว่า "ความเป็นธรรมยังเดินทางมาไม่ถึงพวกเรา" 'อารีด้า สาเม๊าะ หลังจากพ่อถูกยิงเสียชีวิตการผ่านความเจ็บปวดแสนสาหัสก็ได้เรียนรู้ "ฉันเริ่มมองที่ต้นเหตุ มองที่รากเหง้าของปัญหามากกว่ามองที่เหตุการณ์ สถานการณ์หรือความรุนแรงที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ฉันรู้สึกว่า คนที่ฉันต้องตามหาเพื่อทาวงความยุติธรรมให้พ่อ ไม่ใช่คนที่ลั่นไกในคืนนั้น แต่กลับเป็นการคลายปมอาฆาตที่มองไม่เห็นต่างหาก ที่จะทำให้ความยุติธรรมบังเกิดแก่สังคมชายแดนใต้ การหยุดฆ่ากันคือเป้าหมายใหญ่ของการขับเคลื่อนในครั้งนี้ เราต้องทำให้คนที่ไม่เข้าใจกัน เกิดความเข้าใจกันให้ได้ และทำให้คนที่อึดอัดได้ระบายออกมาด้วยวิธีการที่ถูกต้อง"<br />.<br />ท่ามกลางความทุกข์ สิ่งที่สะท้อนออกมาอีกด้านหนึ่งคือความศรัทธา และความหวังอันเป็นสิ่งที่ได้มาหลังจากผ่านช่วงเวลาความทรมานจิตใจอย่างรุนแรง เป็นการทดสอบของอัลลอฮฺ หรือเป็นการให้อภัยทานของพวกเธอ นี่อาจเป็นภาพสะท้อนให้เห็นสิ่งเล็กๆ ในหนทางสายใหญ่ที่นำไปสู่สันติภาพของคนในระดับรากหญ้า ที่ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าความยุติธรรมและความสงบสุข ที่จะนำไปสู่สันติภาพอันยั่งยืน สันติภาพขนาดย่อยที่รวมกันเป็นสันติภาพขนาดใหญ่ที่ทุกคนแสวงหาในสถานการณ์ไฟใต้ทุกวันนี้<br />.<br />มากกว่านั้นประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงทั้ง 19 คนนี้ ได้ประติดประต่อให้เห็นประวัติศาสตร์และพัฒนาการของการเยียวยาบาดแผลและความเจ็บปวดของผู้คนในพื้นที่ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทั้งคนไทยพุทธและคนมลายูมุสลิม ช่วงแรกนั้นสังคมให้ความสำคัญกับการเยียวยาคนเจ็บและคนตาย การต้องคำนึงถึงเด็กกำพร้าจำนวนมาก ทว่า 10 ปีแห่งไฟใต้ ความรุนแรงได้สะสมปัญหาใหม่ให้งอกเงยเพิ่มขึ้น เช่น ปัญหาจากคดีความมั่นคง มีผู้ต้องขังคดีความมั่นคงจำนวนมาก ที่พลอยทำให้ครอบครัวของผู้ต้องขังถูกขังรวมไว้กับปัญหาดังกล่าว รวมทั้งปัญหาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่ยังไม่มีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม และปัญหาใหม่ๆที่กำลังรอคอยพวกเรา<br />.<br />เรื่องเล่าของเธอเหล่านี้ ไม่ได้แช่แข็งนิยามให้เธอ 'เป็นเหยื่อ' ไปตลอดกาล หลายคนนิยามตัวเอง บ้างเป็นกระบอกเสียงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยพุทธและมุสลิม บ้างนิยามตนเองเป็น "มือบน" ผู้ให้ความช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่เป็นรอรับความช่วยเหลืออย่างเดียว ฯลฯ<br />.<br />นี้คือแง่มุมบางประการที่ 'สตรีศึกษา' สอนให้ฉันเห็น "ความเป็นส่วนตัวคือความเป็นการเมือง" (the personal is political) ที่มีนัยยะว่าประสบการณ์อันใกล้ชิดคุ้นเคยและความเป็นส่วนตัวของผู้หญิงสามารถเป็นแหล่งข้อมูลและพัฒนาให้เกิดกระบวนการปลุกจิตสำนึกทางการเมืองไปสู่ความเป็นการเมืองได้ วันนี้เธอทั้ง 19 ชีวิตร่วมกับ 'เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้' เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานีอย่างมีความหวัง.</p>]]></content><author><name>ฐิตินบ โกมลนิมิ</name></author><category term="Social" /><category term="สตรีศึกษา" /><category term="women&apos;s studies" /><category term="เสียงของความหวัง" /><category term="เรื่องเล่า" /><category term="ผู้หญิงชายแดนใต้" /><category term="กระบวนการสันติภาพชายแดนภาคใต้" /><summary type="html"><![CDATA[ทำไมสตรีศึกษาน่าสนใจ (2): ผู้หญิง 'เสียงของความหวัง' ชายแดนใต้- - - - - - - - - - - - - - -[หลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายเวลาเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ถึงวันที่ 20 มิ.ย. 57 ดูรายละเอียดที่นี่ https://dl.dropboxusercontent.com/u/8751428/WGSSPbrochure.pdf ] ถูกถามบ่อยจนเป็นคำถามยอดนิยม เสียเงินเรียนปริญญาโทสตรีศึกษาจบแล้วได้อะไร ไปทำอาชีพอะไรได้บ้าง? จะตอบก็เกรงกำปั้นทุบดินเกินไป แต่อยากบอกไปอีกทางหนึ่งว่า ความแปลกของ 'สตรีศึกษา' คือระหว่างทางที่เรียนรู้ เราจะถูกฝึกให้คิด ฟัง ได้ยิน รวมทั้งสัมผัสกับมิติใหม่ของ 'มุมมองที่หายไป' และความรู้ใหม่นี้จะติดเนื้อติดตัวสามารถไปต่อยอดกับแนวคิดอื่นๆ ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าตอนนี้คุณทำการทำงานอะไรอยู่ เมื่อเปลี่ยน "แว่น" มองโลกด้วยมุมใหม่ แล้วคุณจะรู้ว่าความรู้เปลี่ยนโลกและสังคมได้เป็นอย่างไร.การเปิดตัวของหลักสูตร 'สตรีศึกษา' ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในต้นศตวรรษที่ 21 เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น สนามความรู้แห่งนี้ได้ทบทวนขบวนการเคลื่อนไหวของสตรีนิยมในแต่ละยุค และเปิดพื้นที่ให้เห็นการถกเถียงแนวคิดของสตรีนิยมกลุ่มต่างๆ รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์การกดทับกันเองของ 'ผู้หญิง' โดยผู้หญิงผิวสี และผู้หญิงจากโลกที่สามที่มีต่อ 'ผู้หญิงผิวขาว' โดยปรับเปลี่ยนมุมมองของความรู้เรื่องผู้หญิงไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิสตรี แต่เคลื่อนมาสู่การให้ความสำคัญกับผู้หญิงในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของการศึกษา ใส่ใจต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจในยุคหลังอาณานิคม ยิ่งการมาเยือนของนักวิชาการระดับโลก 'กยาตรี จักรวที สปีวัค' (Gayatri Chakravorty Spivak) ระยะสั้นๆ 'ภูมิทัศน์ความรู้สตรีศึกษา' จึงมีกลิ่นอายของ Subaltern Study สอนให้เราระวังไหวต่อวาทกรรมกระแสหลักและแนวคิดแบบตะวันตกได้สร้าง 'ความเป็นอื่น' (the others) หรือ 'กลุ่มที่ถูกกดทับ' ให้แก่ผู้คนและคนเล็กคนน้อยอย่างไร ทั้งยังเปิดพื้นที่ให้แก่เพศสถานะอื่นๆ ได้เผยตัวและมีปฏิบัติการของความรู้ขึ้นมาเคียงคู่ด้วย ดังนั้น การมาปักหลักทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งและความรุนแรงชายแดนใต้ ทำให้ฉันระมัดระวังไม่พกพา 'มุมมองของคนกรุงเทพฯ' ลงมาตีความปัญหาและแก้ไขด้วยมุมมองของเรา หรือ "คนส่วนกลาง" จนเกินงามไปนัก ทว่าเพียรฟังให้ได้ยินว่า 'คนในพื้นที่' คิดและต้องการสิ่งใด เช่น การมีโอกาสออกแบบกระบวนการและเอื้ออำนวยให้ผู้หญิงผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง 19 ชีวิต เขียนเรื่องเล่าอันเป็นปากคำของผู้หญิงที่เป็นแม่ เป็นเมีย เป็นลูกของผู้สูญเสีย กลั่นกรองการก้าวข้ามความเจ็บปวด และ 'เขียนตัวตน' ของเธอด้วยมือของเธอเอง จนกลายเป็นหนังสือ "เสียงของความหวัง: เรื่องเล่าผู้หญิงเพื่อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้" ที่ถูกผลิตซ้ำเป็นนิทรรศการภาพถ่ายและสารคดีชีวิตเผยแพร่ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ ในช่วงเวลา 2-3 ปีนี้.การเล่าเรื่องผ่านสายตาของ "ผู้หญิงในพื้นที่ชายแดนใต้/ปาตานี" ประสบการณ์ชีวิตของเธอทั้ง 19 คน กลายเป็นพื้นที่ทางการเมืองและสร้างลักษณะจำเพาะของการสร้างความรู้จากกระบวนการก้าวข้ามความเจ็บปวด การเรียบเรียงความทรงจำที่เชื่อมโยงกับบริบทต่างๆของสังคม ชุมชน ว่าผู้หญิงเหล่านี้ต้องเผชิญกับ 'สถานการณ์' ต่างๆอย่างไร.'รอซีดะ ดาโอ๊ะ' ได้ฉายภาพประวัติศาสตร์ความขัดแย้งย้อนอดีต 40 ปีผ่านชีวิตของเธอ พ่อที่เป็นโต๊ะครูสอนศาสนาอิสลามต้องหนีเจ้าหน้าที่รัฐไปอยู่มาเลเซีย สามีต้องเสียชีวิตในเหตุการณ์กรือเซะ และวันนี้ลูกชายกำลังเติบโตกับความขัดแย้งและรุนแรงที่ยืดเยื้ออย่างไม่รู้ชะตากรรม เธอบอกว่า "ความเป็นธรรมยังเดินทางมาไม่ถึงพวกเรา" 'อารีด้า สาเม๊าะ หลังจากพ่อถูกยิงเสียชีวิตการผ่านความเจ็บปวดแสนสาหัสก็ได้เรียนรู้ "ฉันเริ่มมองที่ต้นเหตุ มองที่รากเหง้าของปัญหามากกว่ามองที่เหตุการณ์ สถานการณ์หรือความรุนแรงที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ฉันรู้สึกว่า คนที่ฉันต้องตามหาเพื่อทาวงความยุติธรรมให้พ่อ ไม่ใช่คนที่ลั่นไกในคืนนั้น แต่กลับเป็นการคลายปมอาฆาตที่มองไม่เห็นต่างหาก ที่จะทำให้ความยุติธรรมบังเกิดแก่สังคมชายแดนใต้ การหยุดฆ่ากันคือเป้าหมายใหญ่ของการขับเคลื่อนในครั้งนี้ เราต้องทำให้คนที่ไม่เข้าใจกัน เกิดความเข้าใจกันให้ได้ และทำให้คนที่อึดอัดได้ระบายออกมาด้วยวิธีการที่ถูกต้อง".ท่ามกลางความทุกข์ สิ่งที่สะท้อนออกมาอีกด้านหนึ่งคือความศรัทธา และความหวังอันเป็นสิ่งที่ได้มาหลังจากผ่านช่วงเวลาความทรมานจิตใจอย่างรุนแรง เป็นการทดสอบของอัลลอฮฺ หรือเป็นการให้อภัยทานของพวกเธอ นี่อาจเป็นภาพสะท้อนให้เห็นสิ่งเล็กๆ ในหนทางสายใหญ่ที่นำไปสู่สันติภาพของคนในระดับรากหญ้า ที่ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าความยุติธรรมและความสงบสุข ที่จะนำไปสู่สันติภาพอันยั่งยืน สันติภาพขนาดย่อยที่รวมกันเป็นสันติภาพขนาดใหญ่ที่ทุกคนแสวงหาในสถานการณ์ไฟใต้ทุกวันนี้.มากกว่านั้นประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงทั้ง 19 คนนี้ ได้ประติดประต่อให้เห็นประวัติศาสตร์และพัฒนาการของการเยียวยาบาดแผลและความเจ็บปวดของผู้คนในพื้นที่ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทั้งคนไทยพุทธและคนมลายูมุสลิม ช่วงแรกนั้นสังคมให้ความสำคัญกับการเยียวยาคนเจ็บและคนตาย การต้องคำนึงถึงเด็กกำพร้าจำนวนมาก ทว่า 10 ปีแห่งไฟใต้ ความรุนแรงได้สะสมปัญหาใหม่ให้งอกเงยเพิ่มขึ้น เช่น ปัญหาจากคดีความมั่นคง มีผู้ต้องขังคดีความมั่นคงจำนวนมาก ที่พลอยทำให้ครอบครัวของผู้ต้องขังถูกขังรวมไว้กับปัญหาดังกล่าว รวมทั้งปัญหาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่ยังไม่มีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม และปัญหาใหม่ๆที่กำลังรอคอยพวกเรา.เรื่องเล่าของเธอเหล่านี้ ไม่ได้แช่แข็งนิยามให้เธอ 'เป็นเหยื่อ' ไปตลอดกาล หลายคนนิยามตัวเอง บ้างเป็นกระบอกเสียงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยพุทธและมุสลิม บ้างนิยามตนเองเป็น "มือบน" ผู้ให้ความช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่เป็นรอรับความช่วยเหลืออย่างเดียว ฯลฯ.นี้คือแง่มุมบางประการที่ 'สตรีศึกษา' สอนให้ฉันเห็น "ความเป็นส่วนตัวคือความเป็นการเมือง" (the personal is political) ที่มีนัยยะว่าประสบการณ์อันใกล้ชิดคุ้นเคยและความเป็นส่วนตัวของผู้หญิงสามารถเป็นแหล่งข้อมูลและพัฒนาให้เกิดกระบวนการปลุกจิตสำนึกทางการเมืองไปสู่ความเป็นการเมืองได้ วันนี้เธอทั้ง 19 ชีวิตร่วมกับ 'เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมชายแดนใต้' เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานีอย่างมีความหวัง.]]></summary></entry><entry><title type="html">เล่าเรื่อง: ‘สื่อใหม่’ เปิดพื้นที่การเมืองและข้อเสนอต้องห้าม ‘นครปาตานี’</title><link href="https://thitinob.com/node/89/" rel="alternate" type="text/html" title="เล่าเรื่อง: ‘สื่อใหม่’ เปิดพื้นที่การเมืองและข้อเสนอต้องห้าม ‘นครปาตานี’" /><published>2011-07-18T00:00:00+00:00</published><updated>2011-07-18T00:00:00+00:00</updated><id>https://thitinob.com/node/post-89</id><content type="html" xml:base="https://thitinob.com/node/89/"><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/assets/images/2011-07-18-1.jpg" /><!--break--></p>
<p style="text-align: right;">&nbsp;</p>
<p style="text-align: right;">ฐิตินบ โกมลนิมิ<br />ศูนย์เฝ้าระวัสถานการณ์ภาคใต้</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ชุมชนเสมือนจริง (virtual community) กลายเป็นพื้นที่ความสัมพันธ์ของผู้คนรูปแบบหนึ่ง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์และสร้างพื้นที่สาธารณะ เป็นทั้งพื้นที่ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง หรืออีกทางหนึ่งอาจเป็นพื้นที่สร้างความขัดแย้งได้ (แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง, 2551) และหากจะใช้พื้นที่ชุมชนเสมือนจริงเป็นส่วนหนึ่ง เป็นข้อต่อ หรือพื้นที่เชื่อมโดยซ้อนทับขนานไปกับ "ชุมชนจริง" ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ให้เป็น "พื้นที่ทางการเมือง" หรืออีกพื้นที่สาธารณะในการเผยข้อเสนอบางประการให้นำไปสู่การสานเสวนาระหว่างคู่ขัดแย้งหลักได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องท้าทายและน่าสนใจมิใช่น้อย</p>
<h2>สื่อใหม่กับความรุนแรงชายแดนใต้</h2>
<p>ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงชายแดนใต้ ปี 2547 (อิ่มจิต เลิศพงศ์สมบัติ,2544) เคยสำรวจทัศนคติต่อเทคโนโลยีการสื่อสารอินเตอร์เน็ตใน 3 จังหวัดชายแดนใต้: ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พบว่า กลุ่มผู้นำทางความคิดส่วนใหญ่ (ได้แก่ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และกลุ่มสตรี) ไม่รู้จักและไม่เคยใช้สื่ออินเตอร์เน็ต ทราบแต่เพียงว่าเป็น "สื่อไม่ดี" ชักนำอันตรายมาสู่เยาวชน ทั้งเรื่องการคุกคามทางเพศ เป็นแหล่งรวมสื่อลามกอนาจารที่ขัดต่อหลักศาสนา และการติดเกมส์ออนไลน์ทำให้เสียการเวลาเรียน ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากกลุ่มเยาวชนที่มีประสบการณ์การใช้มาก่อน คิดว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งจำเป็นใช้สืบค้นข้อมูลเพื่อการเรียนรู้และทำกิจกรรมชุมชน เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ รวมทั้งเป็นแหล่งติดต่อสื่อสารระหว่างชุมชนกับผู้บริหารชุมชน หน่วยงานรัฐได้</p>
<p>หลัง4 มกราคม 2547 ที่นับเป็นจุดเริ่มต้นมิติใหม่ของความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์ “ความไม่สงบ”เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งการ ซุ่มยิง โจมตี ระเบิด และการรบกวนโดยวิธีต่างๆ สร้างการสูญเสียชีวิต นองเลือด และบาดเจ็บจำนวนมาก ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ รายงานสถานการณ์ 7 ปี (ระหว่างมกราคม 2547-2554) มีเหตุการณ์รุนแรง 10,585 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิตรวม 4,572 ราย บาดเจ็บรวม 7,404 ราย รวมทั้งนำไปสู่การไม่ไว้วางใจระหว่างคนในชุมชนเดียวกัน สร้างรอยแผลบาดลึกเกินกว่าจะเยียวยาระหว่างคนไทยพุทธและมลายูมุสลิมในพื้นที่</p>
<p>ขนานไปกับพื้นที่ความรุนแรงดังกล่าว พื้นที่สื่อก็เป็นพื้นที่สงครามข่าวสารจากทุกฝ่ายอีกระนาบหนึ่ง กล่าวเฉพาะในโลกอินเตอร์เน็ต (เอกรินทร์ ต่วนศิริ, 2552) ระบุว่า ใน Youtube มีการปล่อยคลิปเหตุการณ์รุนแรงภาพการตัดหัว ภาพชาวบ้านที่ถูกกระทำในเหตุการณ์ตากใบ กรือเซะ ที่น่าสนใจบางคลิปจงใจดัดแปลงภาพ เสียง หรือการบรรยายต่างๆ เพื่อให้ตรงเป้าประสงค์ที่จะนำเสนอ เช่น การบรรยายประวัติศาสตร์ปาตานีที่ดูและฟังเป็นภาษาอังกฤษ มลายู และไทยได้ หรือที่ทันสมัยกว่านั้นได้มีการสร้างแอนนิเมชั่นเป็นรูปท่านฮัจญีสุหรง บางคลิปเป็นรูปคล้ายโต๊ะครูกล่าวถึงประวัติศาสตร์ปาตานี หรือ "การต่อสู้เพื่อปาตานี" แน่นอนว่า เรื่องราวเหล่านี้เราจะไม่เห็นปรากฎในพื้นที่ทางการเมืองในชีวิตประจำวันของคนมลายูมุสลิมในพื้นที่ ด้านฝ่ายรัฐ และทหารเองก็เปิดเว็บไซต์จำนวนไม่น้อยเพื่ออธิบาย โต้แย้ง ตอบโต้ และทำประชาสัมพันธ์เชิงจิตวิทยาไปพร้อมกันอีกทางหนึ่งด้วย</p>
<p>ในแง่นี้แล้ว 'สื่อ' ก็ยิ่งตกเป็นจำเลยว่าเป็นส่วนสำคัญในการขยายความรุนแรงถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างอาณาจักรแห่งความกลัวจากผู้ก่อความรุนแรงจากทุกฝ่าย จนกระทั่ง ปี 2548เกิดการปฏิรูปสื่อครั้งสำคัญอย่างเงียบๆและปักหมุดหมายแนวคิด "สื่อสันติภาพ" ไว้ เมื่อสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมจำนวนหนึ่ง ผลักดันจนเกิด "ศูนย์ข่าวอิศรา": โต๊ะข่าวภาคใต้ นำเสนอข่าวสารเชิงลึกที่พยายามอธิบายต้นเหตุความรุนแรงและเสนอวิถีวัฒนธรรมอัตลักษณ์ของผู้คนในพื้นที่ให้สังคมวงกว้างฟังอย่างเข้าใจ ผ่าน www.isranews.org และความน่าสนใจของของปฏิรูปสื่อครั้งนี้ ก็คือการนำเว็บไซต์/new media เข้ามาเชื่อมโลกมลายูมุสลิมจังหวัดชายแดนใต้ให้สังคมไทยและสังคมโลกได้รับรู้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จากนั้นก็มีการนำไปขยายผลเพื่อสร้างสมดุลย์ข่าวสารความรุนแรงในพื้นที่สื่อประเภทต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุชุมชนในพื้นที่ และการถูกนำไปอ้างอิงต่อโดยสำนักข่าวต่างประเทศทั่วโลก</p>
<p>ต่อมา ปลายปี 2549 ก็เกิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นองค์กรประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมและวิชาการทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภารกิจสำคัญ คือ สร้างกระบวนการเรียนรู้ความขัดแย้งและความรุนแรงในชายแดนภาคใต้โดยใช้ข้อมูลและการคิดค้นหาเหตุผลเพื่ออธิบายปรากฏการณ์จากมิติต่างๆ พร้อมทั้งทำหน้าที่เตือนภัยต่อสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลายเป็นพื้นที่สาธารณะในการเรียนรู้ของสังคม พร้อมทั้งให้สื่อมวลชน นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปช่วยกันเฝ้ามองปัญหาและเข้าใจปัญหาผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน</p>
<p>เดิมศูนย์เฝ้าระวังฯ ทำรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ตามวาระและเหตุการณ์สำคัญ เน้นขับเคลื่อนสังคมผ่านสื่อสารมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ซึ่งเป็น ‘สื่อกระแสหลัก’ หรือ ‘สื่อแนวดิ่ง’ จากส่วนกลางเป็นหลัก ใช้ประเด็นเป็นตัวเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนากับสังคมวงกว้างและผู้กำหนดนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้อง ทว่าความยืดเยื้อของสถานการณ์ยิ่งยาวนาน มีผลให้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้กลายเป็น ‘เคียงข่าวการเมือง’ ประหนึ่ง 'เหตุการณ์รุนแรงปกติ' ระยะหลัง จึงต้องออกแบบการสื่อสารสาธารณะใหม่ โดยวิเคราะห์ประเด็น กำหนดกลุ่มเป้าหมาย และเลือกใช้สื่อแต่ละประเภทให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย คู่กับการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมไปในตัว รวมทั้งเปิดกว้างในการสร้างความรู้จากการทำงานของภาคประชาสังคมและเครือข่ายให้หลากหลายมากขึ้น กล่าวอีกแง่หนึ่งก็คือ เป็นการวางยุทธศาสตร์ทำงานเชิงรุกใน ‘แนวราบ’ (กับสื่อประเภทต่างๆ ในชุมชนและนิวมีเดีย) เพื่อประสานกับสื่อแนวดิ่งในช่วงจังหวะที่เหมาะสม</p>
<p>โดยระยะ 4-5 ปีหลังความรุนแรงรอบใหม่นี้ นิวมีเดียเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้ไม่น้อย อาทิ สำนักข่าวอามาน, กลุ่มบุหงารายา, southern peace media group ฯลฯ ที่อาจจะกลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่น่าสนใจในอนาคตได้ เพราะ "เว็บไซต์เปิดโอกาสให้คนทำสื่อซึ่งอาจไม่มีประสบการณ์ จากที่เราเคยคิดว่าการทำงานสื่อเป็นเรื่องไกลตัว สื่อใหม่ทำให้คนรู้สึกใกล้ชิดกับมันและเริ่มต้นทำสื่อเองได้ และเชื่อว่าสามารถพัฒนาเป็นมืออาชีพในอนาคตได้ ที่สำคัญสื่อใหม่ยังทำให้เราเป็นอิสระจากแรงบีบต่างๆ ที่สื่อกระแสหลักต้องเผชิญ ทำให้เราสามารถนำเสียงที่ไม่เคยถูกรับฟังออกไปข้างนอกได้ด้วย" มาหามะสาบรี เจ๊ะเลาะ นักข่าวพลเมือง จากกลุ่มพีช มีเดีย ระบุไว้ใน (รายงานการประชุมเครือข่ายสื่อภาคประชาสังคมชายแดนใต้, 2553)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม คนผลิตสื่อใหม่ในพื้นที่นี้มีมากก็จริง แต่การเข้าถึงข้อมูลก็อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน เพราะการเปิดรับสื่อหรือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4อำเภอในจังหวัดสงขลา สำรวจโดยสถานความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เดือนมิถุนายน2553 พบว่า ประชาชนรับรู้สื่อจากโทรทัศน์ เป็นอันดับแรก รองลงมาคือวิทยุ สื่อจากมัสยิด คนในชุมชน ร้านน้ำชา คุยกับเพื่อน หอกระจายข่าว ตามลำดับ กล่าวคือ เน้นเสพสื่อในชุมชนเป็นหลัก</p>
<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/assets/images/2011-07-18-2.jpg" /></p>
<p>ดังนั้น การคาดหวังให้นิวมีเดีย "เปิดพื้นที่ให้เสียงต่าง" เพื่อเคลื่อนสังคมชายแดนใต้จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับที่เรียกว่า "เป็นความหวัง" นั้น ยังต้องติดตามกันไปอีกพอสมควร เพราะ "โครงสร้างสื่อก็รับอิทธิพลมาจากโครงสร้างสังคมหลัก ดังนั้นสื่อท้องถิ่นจึงเกิดยาก เพราะทุกอย่างต้องมาจากส่วนกลาง ถ้าส่วนกลางไม่เอาด้วย สื่อท้องถิ่นหรือสื่อทางเลือกก็ทำอะไรไม่ได้ อาจมีโอกาสในการนำเสนอข่าวแต่ไม่มีพลังพอที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่างไปรวมอยู่ที่คนหรือความเป็นศูนย์กลางอย่างเดียว” ปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการโต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันข่าวอิศรา (2553)</p>
<h2>เริ่มต้นพูดเรื่อง 'ต้องห้าม': นครปาตานี</h2>
<p>ความรุนแรงที่ชายแดนใต้วางตัวเองอยู่บนปัญหาของความไม่ลงรอยระหว่างอำนาจของศูนย์กลางและพื้นที่ชายขอบ ในมุมของรัฐประชาชาติไทย/สยาม นี่คือการปกป้องอำนาจเหนือดินแดนและผู้คนอย่างถึงที่สุด มุ่งมั่นต่อต้าน “การแบ่งแยกดินแดน” ไม่ว่าจะด้วยวิธีการนานาประการ ในทางตรงกันข้าม เครือข่ายของผู้ก่อการที่เคลื่อนไหวใต้ดินและใช้ความรุนแรงเข้าต่อรองมองปฏิบัติการของตนเองเป็น “การต่อสู้” ที่ต้องการปลดปล่อย “ปาตานี” ออกจากการยึดครองของเจ้าอาณานิคม โดยมีเหตุผลในทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และศาสนารองรับอย่างหนักแน่น ด้วยเหตุนี้ พวกเขากำลัง “กู้เอกราช” หาใช่เป็นการ “แบ่งแยกดินแดน” ไม่ (ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้, 2554)</p>
<p>แง่นี้เอง ความระหว่างบรรทัดของความรุนแรงชายแดนใต้ 7ปีที่ผ่านมา บอกเราประการหนึ่งว่า รัฐไม่สามารถอยู่ได้ภายใต้ความไม่มั่นคงของประชาชน และถึงเวลาต้องคลี่คลายมายาคติทางการเมืองการปกครองได้แล้ว เช่น การปกครองรวมศูนย์อำนาจที่เอ่ยอ้างถึงประชาธิปไตยโดยเกี่ยวข้องกับดินแดน ถึงเวลาพูดเรื่องต้องห้ามที่เคยเชื่อว่ากระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว ระบุว่า “...ต้องคลี่คลายมายาคติต่างๆ เมื่อความมั่นคงของรัฐมีความหมายใหม่ คำถามสำคัญคือ ทำไมต้องแก้ที่การเมืองการปกครอง เพราะความรุนแรงเป็นอาการของปัญหา การใช้กำลังพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่คำตอบ ความขัดแย้งกับปัญหาชาติพันธุ์ ศาสนา และประวัติศาสตร์ ปัญหาไปด้วยกันไม่ได้ของกลุ่มชาติพันธุ์กับระบบรัฐที่เป็นอยู่ การเมืองเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ เป็นการกำหนดกติกาของการอยู่ร่วมกัน” (สำนักข่าวอามาน, 2552)</p>
<p>และเธอยังแนะนำว่าต้องมองเห็นภาพอนาคตอย่างเป็นระบบและมีกระบวนการ คือต้องมีแผนที่นำทาง (Road Map) สำหรับการปกครองปัตตานี ในระยะ 5 หรือ 10 ปี ซึ่งคาดหวังว่าสามารถสร้างความสงบในพื้นที่ได้ อาจกล่าวได้ว่า นับจากนี้ไปอีกหลายปี ‘นครปัตตานี’ หรืออุปมาของ ‘Autonomy’ ก็จะเป็นประเด็นเคลื่อนไหวสำคัญในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างต่อเนื่อง อันส่งผลถึงทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและส่วนกลางระยะยาว รวมทั้งกลุ่ม ขบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไม่สงบนี้ ที่จะต้องพยายามเชื่อมโยงตนเองเข้ามามีส่วนร่วมด้วย</p>
<p>ปลายปี 2552จึงนับเป็นครั้งแรกที่ภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 23 องค์กร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนมลายูมุสลิมในพื้นที่ เข้ามามีบทบาทเชิงรุกร่วมกับเครือข่ายการเมืองภาคพลเมืองและองค์กรวิชาการ ซึ่งรวมทั้งศูนย์เฝ้าระวังฯ จับกระแส “นครปัตตานี” มาขับเคลื่อนเป็นเวทีวิชาการสาธารณะ หัวข้อ “นครปัตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความฝันหรือความจริง?” วันที่ 10 ธันวาคม 2552 เพื่อทบทวนบทเรียนในพื้นที่ความขัดแย้งต่างๆ ในบางประเทศ อีกทั้งยังเปิดเวทีสะท้อนเสียงของคนไทยพุทธในฐานะคนส่วนน้อยในพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะการตั้งประเด็นเรื่องการออกแบบรูปแบบการปกครองเขตพิเศษโดยคนพื้นที่เอง<br />ทั้งนี้ ‘นครปัตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย’ เป็นอุปมาหนึ่งเพื่อพูดถึงรูปแบบการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนใต้ ขาดแคลนคำศัพท์ที่เหมาะสมสำหรับอธิบายการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เนื่องจากคำว่า “เขตปกครองพิเศษ” หรือ “เขตปกครองตนเอง” เป็นทั้งแนวคิดและคำที่ถูกต่อต้านอย่างหนัก และบางครั้งการใช้คำว่า ‘Autonomy’ ดูจะใช้ได้ง่ายกว่า โดยเครือข่ายฯ เห็นร่วมกันว่า</p>
<blockquote><p>“การทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมือง โดยการกระจายอำนาจการบริหารและจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรม จะต้องให้ประชาชนได้เรียนรู้และเข้าใจสิทธิ เสรีภาพ และอำนาจหน้าที่ของพลเมือง ตลอดจนความรู้พื้นฐานเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะต้องให้ความรู้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยการจัดให้มีเวทีสาธารณะและการจัดเสวนาขึ้นอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง" (2552)</p></blockquote>
<p>ในเวทีวิชาการสาธารณะดังกล่าว อิสมาแอล อาลี อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานคริทร์ วิทยาเขตปัตตานี นิยามความเคลื่อนไหวผลักดันดังกล่าวว่าเป็น “การต่อสู้” อีกประเภทหนึ่งที่ยืนอยู่ในแนวทางของสันติวิธีที่มุ่งคลี่คลายความขัดแย้งและความรุนแรงโดยใช้องค์ความรู้ขับเคลื่อน หลังจากที่ข้อสรุปในรอบหลายปีที่ผ่านมาล้วนสะท้อนว่าโครงสร้างที่รวมศูนย์อำนาจของรัฐไม่สามารถคลายความขัดแย้งได้ เขาประเมินในเบื้องแรกว่า แม้รัฐบาลอาจไม่รับฟังข้อเรียกร้อง แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับ “หน้าที่” ซึ่งประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้ และแม้ว่าจะไม่สำเร็จบรรลุผลในห้วงชีวิตของคนรุ่นหนึ่ง ก็จำเป็นที่จะต้องส่งทอดภารกิจเหล่านี้สู่คนรุ่นลูกต่อไป (2554)</p>
<h2>สื่อใหม่ในฐานะพื้นที่ทางการเมือง</h2>
<p>แนบชิดกับ "การต่อสู้" ข้างต้น สื่อใหม่ในฐานะเครื่องมือของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งในการเปิดพื้นที่ทางการเมืองอย่างสำคัญ ศูนย์เฝ้าระวังฯ ใช้ www.deepsouthwatch.orgทำงานเชิงรุกร่วมกับเครือข่ายปัญญาชนมุสลิมและนักข่าวพลเมืองจังหวัดชายแดนใต้ เป็นพื้นที่ ‘ถ่ายทอดสด’ และบันทึกเทปเวทีสัมมนา “นครปัตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความฝันหรือความจริง?” เพื่อนำภาพและเสียง รวมทั้งข้อเรียกร้องที่ทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมือง ให้ ‘คนนอก’ พื้นที่ได้เข้าใจ การนี้นักข่าวพลเมืองยังได้สอบถามความคิดเห็นและความต้องการของ ‘คนใน’ จำนวนมากจัดทำเป็นคลิปวีดีโอ “ร้อยคนร้อยคลิป: การเมืองการปกครองชายแดนใต้ที่ควรจะเป็น” และภายหลังมีอาสาสมัครถอดความและแปลคลิปทั้งหมด ใส่เป็นคำบรรยายภาษาอังกฤษ เพื่อสื่อสารได้กว้างขวางขึ้น ดังรูปประกอบ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;"><strong>ภาพประกอบ 1 :&nbsp;การถ่ายทอดสดออนไลน์ เวทีสัมมนา “นครปัตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความฝันหรือความจริง?”</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/assets/images/2011-07-18-3.png" /></p>
<p style="text-align: center;"><strong>ภาพประกอบ 2: เสียง ‘คนใน’ “ร้อยคนร้อยคลิป: การเมืองการปกครองชายแดนใต้ที่ควรจะเป็น”</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/assets/images/2011-07-18-4.png" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ภาคปฏิบัติการของความคิดริเริ่มนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่แค่ www.deedsouthwatch.org ทรัพยากรที่ถูกลงทุนเพื่อทดสอบการถ่ายทอดสดออนไลน์นี้ ได้ถูกวางแผนเชื่อมต่อเข้ากับเว็บไซต์เครือข่ายสื่อในภาคใต้ ได้แก่ สำนักข่าวอามาน กลุ่มบุหงารายา กลุ่มพีซมีเดีย และเสียงก็ถูกถ่ายทอดผ่านวิทยุชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้ได้ออกอากาศพร้อมกัน</p>
<p>เมื่อถอดประสบการณ์ออกเป็นการเรียนรู้ เราพบกระบวนการสื่อสารแนวราบ ที่เริ่มต้นจากการกำหนดประเด็นเคลื่อนไหว สู่การจัดเวทีสาธารณะที่ดึงผู้คนจากหลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม มีการทำแผนที่เครือข่ายสื่อสามจังหวัดภาคใต้ อันนำไปสู่การวางแผนเพื่อถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์และวิทยุชุมชน (ทั้งภาษาไทยและภาษามลายู) ขณะเดียวกันก็มีสื่อภาคพลเมืองคอยสื่อสารและสะท้อนความคิดเห็นของพลเมืองที่เกี่ยวข้องในประเด็นนั้นให้กลายเป็นการสื่อสารสองทาง ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามของแนวคิดสื่อสารมวลชนที่สื่อสารด้านเดียวแก่ผู้รับสาร</p>
<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/assets/images/2011-07-18-5.jpg" /></p>
<p>ภาคปฏิบัติการข้างต้น สอดคล้องกับ (กาญจนา แก้วเทพ, 2548) นักเศรษฐศาสตร์การเมืองที่สนใจวิเคราะห์อุดมการณ์ทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง ให้ความสำคัญกับการสื่อสารทางเลือกที่เน้นการสื่อสารในแนวระนาบ โดยเฉพาะการสื่อสารระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้านที่มีรูปแบบการกระจายอำนาจ และที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของการสื่อสารที่เคยมุ่งเน้นการโน้มน้าวชักชวน มาเป็นการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ถือเป็น “ประชาธิปไตยทางการสื่อสาร” ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสื่อสาร (Participatory communication) ที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนเป็นเป้าหมายหลัก และในเรื่ององค์ประกอบของการสื่อสารนั้น “ตัวสื่อ” ก็เป็น “สื่อผสมผสาน” (mixed media) ที่มีกลยุทธ์ด้านเนื้อหาสาร (message strategies) เข้ามาประกอบกัน</p>
<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/assets/images/2011-07-18-6.jpg" /></p>
<p>และผลจากการถ่ายทดสดออนไลน์เวที ‘นครปัตตานี’ ให้ ‘คนนอก’ ได้รับรู้ด้วยทำให้เรื่อง ‘เขตปกครองพิเศษ’ ถูกพูดถึงในพื้นที่สื่อกระแสหลักได้มากขึ้น เดือนมกราคม 2553 ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ได้นำเสนอ ‘ข้อเสนอต้องห้าม’ อย่างรอบด้านจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ผ่านรายการ ‘วาระประเทศไทย’ ต่อเนื่องกัน 5 ตอน และมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายปัญญาชนมุสลิม และตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคในรายการ ‘เปลี่ยนประเทศไทย’ อีก 5 ตอน จนเกิดความตื่นตัวทางการเมืองของคนในพื้นที่อย่างสูง และยกระดับนำไปสู่จินตนาการการสร้างทางเลือกของประชาชน เพื่อหารูปแบบการอยู่ร่วมกันในอนาคต โดยภายหลังคลิปวีดีโอรายการทั้งหมดถูกเผยแพร่ซ้ำที่ www.deepsouthwatch.org และยังมีการผลิตซ้ำเป็นดีวีดีแจกกระจายลงไปในชุมชนในพื้นที่จำนวนมาก (video movement) ใช้เป็นเครื่องมือนำคุยเรื่องนี้มากขึ้นในที่สาธารณะต่างๆ</p>
<p style="text-align: center;"><img alt="" src="/assets/images/2011-07-18-7.jpg" /></p>
<p>แม้ 'สื่อใหม่' และ 'สื่อชุมชน' รวมทั้ง "ทีวีสาธารณะ" จะร่วมมือกันอย่างแข็งขันเพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้แนวคิดและข้อเสนอต่างๆ ได้แทงยอดสู่สาธารณะบ้างแล้ว กระนั้นก็ตาม ก็ใช่ว่าในสนามความขัดแย้งดังกล่าวจะมีตัวละครอยู่เพียงสองฝักสองฝ่าย หากแต่ในพื้นที่ตรงกลางยังอุดมด้วยผู้เล่นอีกมากมายทั้งที่อยู่ในฐานะเหยื่อของความรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม ตลอดจนกลุ่มประชาสังคมที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการต่อรองกับทั้งสองฝ่ายที่อยู่ในขั้วขัดแย้งหลัก รวมทั้งการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดัน “ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ” ที่อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญของเครือข่ายประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ 23 องค์กร หรือที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น “เครือข่ายประชาชนเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ในเวลาต่อมา (2554)</p>
<p>ต่อให้แนวทางการปรับโครงสร้างการปกครองในชายแดนใต้จะยังไม่มีหลักประกันว่าผู้ที่ใช้ความรุนแรงจะเลือกใช้หนทางการเมืองเข้าต่อรอง หรือแม้กระทั่งจะให้คำตอบว่าความรุนแรงจะยุติลงในทันที ทว่าการ 'เปิดพื้นที่' ให้มีการถกเถียงถึงประเด็นดังกล่าว ก็สะท้อนให้เห็นว่า “การต่อสู้” ที่ชายแดนใต้ในแง่มุมเช่นนี้ก็ไม่สามารถผูกขาดความหมายได้เพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไป</p>
<p>อย่างน้อยวันรัฐธรรมนูญ (ไทย) ก็กลายเป็นหมุดเวลาและสัญลักษณ์ของ "การต่อสู้" นี้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเวทีใหญ่ของ “เครือข่ายประชาชนเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้” เป็นครั้งที่ 2 ในปี 2553หลังจากพวกเขาจัดกระบวนการรับฟังและประมวลความเห็นจากประชาชนในพื้นที่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา และอาชีพรวม 47 เวที เพื่อสะท้อนแง่มุมข้อจำกัดของโครงสร้างการปกครองที่เป็นอยู่ รวมถึงการแสวงหารูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบใหม่ที่สอดคล้องต่ออัตลักษณ์ของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่และอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอน การใช้สื่อใหม่ในการ "ถ่ายทอดสด" เหตุการณ์ก็เป็นมาตรฐานภาคปฏิบัติการของ "การต่อสู้" นี้ และจะเป็นไปเช่นนี้ทุกครั้ง</p>
<p>กระบวนการดังกล่าวเป็นที่มาของ “(ร่าง) รายงานผลการศึกษาการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความพยายามในการแสวงหาแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนจากมุมมองของคนพื้นที่ (ร่างที่ 5)” ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงแก้ไขผ่านการรับฟังความเห็นในเชิงลึกและขั้นตอนที่กำลังพัฒนายกร่างเป็นพระราชบัญญัติ และในอนาคตอันไม่ไกลนี้ เครือข่ายดังกล่าวจะใช้ช่องทางการเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามช่องทางที่รัฐธรรมนูญ (2554)</p>
<p>แม้ในทางทฤษฎี ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังฯ บอกว่า ภายใต้สถานการณ์ขัดแย้งและรุนแรง หากมี "พื้นที่ทางการเมือง" มากขึ้น อำนาจการต่อรองจากกลุ่มฝ่ายต่างๆ ก็อาจส่งผลให้ความรุนแรงลดลงได้ ในทางผกผันกัน ถ้าพื้นที่ทางการถูกบีบแคบให้ลดลง ย่อมส่งผลให้การก่อความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นได้ แง่นี้แล้ว คำถามที่ติดตามมาอย่างสำคัญคือ หาก "สื่อใหม่" มีนัยยะของการเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่สำคัญในอนาคต ผู้ผลิตสื่อใหม่จะเพิ่มศักยภาพและออกแบบกระบวนการสื่อสารของตนเอง จนสามารถกำหนด "วาระการสื่อสาร" ให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้อย่างไร.</p>
<p>&nbsp;</p>
<h3>เอกสารอ้างอิง</h3>
<ul><li>กาญจนา แก้วเทพ. (2548). ก้าวต่อไปของการสื่อสารเพื่อการพัฒนาชุมชน. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).</li><li>แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง. (2551). มุสลิมชายแดนใต้ในความรู้สึกของชุมชนเสมือนจริง. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ " 5 ปีไฟใต้: สงคราม: ความรู้: ความสับสน...แล้วไงต่อ?” , ม.ป.ป. จากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ เว็บไซต์ http://www.deepsouthwatch.org/documents/04-520118.pdf</li><li>ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. (2552). โครงการสัมมนาทางวิชาการ "นครปััตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความฝันหรือความจริง?” เว็บไซต์ http://www.deepsouthwatch.org/sites/default/files/Project.pdf</li><li>ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. (2552). ใช้ ‘สื่อสาธารณะ’ เชื่อมความรู้เคลื่อนการเมืองชายแดนใต้. ม.ป.ป.</li><li>ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. (2553). รายงานการประชุมเครือข่ายสื่อภาคประชาสังคมชายแดนใต้. ม.ป.ป.</li><li>ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. (2554). โมเดลจากพื้นที่: เผชิญแรงกดดันของไฟใต้และ “ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ” ในฐานะกระบวนการหาทางออกทางการเมือง. เว็บไซต์ http://www.deepsouthwatch.org/node/1403</li><li>สำนักข่าวอามาน. (2552). ภาคประชาชน-นักวิชาการเปิดตู้โชว์โมเดล "เขตปกครองพิเศษภายใต้รัฐธรรมนูญ" เตรียมเปิดเวที 37 อำเภอชายแดนใต้ฟังเสียงประชาชน. จากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ เว็บไซต์ http://www.deepsouthwatch.org/node/575</li><li>อิ่มจิต เลิศพงษ์สมบัติ. (2544). การให้บริการและการใช้อินเตอร์เน็ตตำบลในสามจังหวัดชายแดนใต้: ปัตตานี ยะลา&nbsp;และนราธิวาส. คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.</li><li>เอกรินทร์ ต่วนศิริ. (2552). เรื่องชายแดนภาคใต้: บนโลกไซเบอร์ “youtube” [ต้น]. จากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ เว็บไซต์ http://www.deepsouthwatch.org/node/304.</li></ul>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="https://www.scribd.com/doc/60233920/Dsw-Online-Study-2011#from_embed" title="View Dsw Online Study 2011 on Scribd">Dsw Online Study 2011</a> by <a href="https://www.scribd.com/user/60189047/ThitinoB#from_embed" title="View ThitinoB 's profile on Scribd">ThitinoB</a> on Scribd</p>
<p><iframe class="scribd_iframe_embed" data-aspect-ratio="0.75" data-auto-height="true" frameborder="0" height="null" id="doc_5261" scrolling="no" src="/assets/images/21828e63-content" width="null"></iframe></p>
<p>&nbsp;</p>]]></content><author><name>ฐิตินบ โกมลนิมิ</name></author><category term="Social" /><category term="Autonomy" /><category term="citizen journalism" /><category term="citizen reporter" /><category term="civil media" /><category term="Deep South Watch" /><category term="ThaiPBS" /><category term="ชายแดนใต้" /><category term="นครปัตตานี" /><category term="นักข่าวพลเมือง" /><category term="สถานการณ์ชายแดนใต้" /><category term="เขตปกครองพิเศษ" /><category term="เครือข่ายสื่อภาคประชาสังคมชายแดนใต้" /><summary type="html"><![CDATA[&nbsp; ฐิตินบ โกมลนิมิศูนย์เฝ้าระวัสถานการณ์ภาคใต้ &nbsp; ชุมชนเสมือนจริง (virtual community) กลายเป็นพื้นที่ความสัมพันธ์ของผู้คนรูปแบบหนึ่ง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์และสร้างพื้นที่สาธารณะ เป็นทั้งพื้นที่ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง หรืออีกทางหนึ่งอาจเป็นพื้นที่สร้างความขัดแย้งได้ (แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง, 2551) และหากจะใช้พื้นที่ชุมชนเสมือนจริงเป็นส่วนหนึ่ง เป็นข้อต่อ หรือพื้นที่เชื่อมโดยซ้อนทับขนานไปกับ "ชุมชนจริง" ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ให้เป็น "พื้นที่ทางการเมือง" หรืออีกพื้นที่สาธารณะในการเผยข้อเสนอบางประการให้นำไปสู่การสานเสวนาระหว่างคู่ขัดแย้งหลักได้หรือไม่ ก็เป็นเรื่องท้าทายและน่าสนใจมิใช่น้อย สื่อใหม่กับความรุนแรงชายแดนใต้ ก่อนเกิดเหตุความรุนแรงชายแดนใต้ ปี 2547 (อิ่มจิต เลิศพงศ์สมบัติ,2544) เคยสำรวจทัศนคติต่อเทคโนโลยีการสื่อสารอินเตอร์เน็ตใน 3 จังหวัดชายแดนใต้: ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พบว่า กลุ่มผู้นำทางความคิดส่วนใหญ่ (ได้แก่ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และกลุ่มสตรี) ไม่รู้จักและไม่เคยใช้สื่ออินเตอร์เน็ต ทราบแต่เพียงว่าเป็น "สื่อไม่ดี" ชักนำอันตรายมาสู่เยาวชน ทั้งเรื่องการคุกคามทางเพศ เป็นแหล่งรวมสื่อลามกอนาจารที่ขัดต่อหลักศาสนา และการติดเกมส์ออนไลน์ทำให้เสียการเวลาเรียน ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากกลุ่มเยาวชนที่มีประสบการณ์การใช้มาก่อน คิดว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งจำเป็นใช้สืบค้นข้อมูลเพื่อการเรียนรู้และทำกิจกรรมชุมชน เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ รวมทั้งเป็นแหล่งติดต่อสื่อสารระหว่างชุมชนกับผู้บริหารชุมชน หน่วยงานรัฐได้ หลัง4 มกราคม 2547 ที่นับเป็นจุดเริ่มต้นมิติใหม่ของความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์ “ความไม่สงบ”เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งการ ซุ่มยิง โจมตี ระเบิด และการรบกวนโดยวิธีต่างๆ สร้างการสูญเสียชีวิต นองเลือด และบาดเจ็บจำนวนมาก ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ รายงานสถานการณ์ 7 ปี (ระหว่างมกราคม 2547-2554) มีเหตุการณ์รุนแรง 10,585 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิตรวม 4,572 ราย บาดเจ็บรวม 7,404 ราย รวมทั้งนำไปสู่การไม่ไว้วางใจระหว่างคนในชุมชนเดียวกัน สร้างรอยแผลบาดลึกเกินกว่าจะเยียวยาระหว่างคนไทยพุทธและมลายูมุสลิมในพื้นที่ ขนานไปกับพื้นที่ความรุนแรงดังกล่าว พื้นที่สื่อก็เป็นพื้นที่สงครามข่าวสารจากทุกฝ่ายอีกระนาบหนึ่ง กล่าวเฉพาะในโลกอินเตอร์เน็ต (เอกรินทร์ ต่วนศิริ, 2552) ระบุว่า ใน Youtube มีการปล่อยคลิปเหตุการณ์รุนแรงภาพการตัดหัว ภาพชาวบ้านที่ถูกกระทำในเหตุการณ์ตากใบ กรือเซะ ที่น่าสนใจบางคลิปจงใจดัดแปลงภาพ เสียง หรือการบรรยายต่างๆ เพื่อให้ตรงเป้าประสงค์ที่จะนำเสนอ เช่น การบรรยายประวัติศาสตร์ปาตานีที่ดูและฟังเป็นภาษาอังกฤษ มลายู และไทยได้ หรือที่ทันสมัยกว่านั้นได้มีการสร้างแอนนิเมชั่นเป็นรูปท่านฮัจญีสุหรง บางคลิปเป็นรูปคล้ายโต๊ะครูกล่าวถึงประวัติศาสตร์ปาตานี หรือ "การต่อสู้เพื่อปาตานี" แน่นอนว่า เรื่องราวเหล่านี้เราจะไม่เห็นปรากฎในพื้นที่ทางการเมืองในชีวิตประจำวันของคนมลายูมุสลิมในพื้นที่ ด้านฝ่ายรัฐ และทหารเองก็เปิดเว็บไซต์จำนวนไม่น้อยเพื่ออธิบาย โต้แย้ง ตอบโต้ และทำประชาสัมพันธ์เชิงจิตวิทยาไปพร้อมกันอีกทางหนึ่งด้วย ในแง่นี้แล้ว 'สื่อ' ก็ยิ่งตกเป็นจำเลยว่าเป็นส่วนสำคัญในการขยายความรุนแรงถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างอาณาจักรแห่งความกลัวจากผู้ก่อความรุนแรงจากทุกฝ่าย จนกระทั่ง ปี 2548เกิดการปฏิรูปสื่อครั้งสำคัญอย่างเงียบๆและปักหมุดหมายแนวคิด "สื่อสันติภาพ" ไว้ เมื่อสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมจำนวนหนึ่ง ผลักดันจนเกิด "ศูนย์ข่าวอิศรา": โต๊ะข่าวภาคใต้ นำเสนอข่าวสารเชิงลึกที่พยายามอธิบายต้นเหตุความรุนแรงและเสนอวิถีวัฒนธรรมอัตลักษณ์ของผู้คนในพื้นที่ให้สังคมวงกว้างฟังอย่างเข้าใจ ผ่าน www.isranews.org และความน่าสนใจของของปฏิรูปสื่อครั้งนี้ ก็คือการนำเว็บไซต์/new media เข้ามาเชื่อมโลกมลายูมุสลิมจังหวัดชายแดนใต้ให้สังคมไทยและสังคมโลกได้รับรู้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จากนั้นก็มีการนำไปขยายผลเพื่อสร้างสมดุลย์ข่าวสารความรุนแรงในพื้นที่สื่อประเภทต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุชุมชนในพื้นที่ และการถูกนำไปอ้างอิงต่อโดยสำนักข่าวต่างประเทศทั่วโลก ต่อมา ปลายปี 2549 ก็เกิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นองค์กรประสานงานเครือข่ายภาคประชาสังคมและวิชาการทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภารกิจสำคัญ คือ สร้างกระบวนการเรียนรู้ความขัดแย้งและความรุนแรงในชายแดนภาคใต้โดยใช้ข้อมูลและการคิดค้นหาเหตุผลเพื่ออธิบายปรากฏการณ์จากมิติต่างๆ พร้อมทั้งทำหน้าที่เตือนภัยต่อสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลายเป็นพื้นที่สาธารณะในการเรียนรู้ของสังคม พร้อมทั้งให้สื่อมวลชน นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปช่วยกันเฝ้ามองปัญหาและเข้าใจปัญหาผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เดิมศูนย์เฝ้าระวังฯ ทำรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ตามวาระและเหตุการณ์สำคัญ เน้นขับเคลื่อนสังคมผ่านสื่อสารมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ซึ่งเป็น ‘สื่อกระแสหลัก’ หรือ ‘สื่อแนวดิ่ง’ จากส่วนกลางเป็นหลัก ใช้ประเด็นเป็นตัวเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนากับสังคมวงกว้างและผู้กำหนดนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้อง ทว่าความยืดเยื้อของสถานการณ์ยิ่งยาวนาน มีผลให้ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้กลายเป็น ‘เคียงข่าวการเมือง’ ประหนึ่ง 'เหตุการณ์รุนแรงปกติ' ระยะหลัง จึงต้องออกแบบการสื่อสารสาธารณะใหม่ โดยวิเคราะห์ประเด็น กำหนดกลุ่มเป้าหมาย และเลือกใช้สื่อแต่ละประเภทให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย คู่กับการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมไปในตัว รวมทั้งเปิดกว้างในการสร้างความรู้จากการทำงานของภาคประชาสังคมและเครือข่ายให้หลากหลายมากขึ้น กล่าวอีกแง่หนึ่งก็คือ เป็นการวางยุทธศาสตร์ทำงานเชิงรุกใน ‘แนวราบ’ (กับสื่อประเภทต่างๆ ในชุมชนและนิวมีเดีย) เพื่อประสานกับสื่อแนวดิ่งในช่วงจังหวะที่เหมาะสม โดยระยะ 4-5 ปีหลังความรุนแรงรอบใหม่นี้ นิวมีเดียเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้ไม่น้อย อาทิ สำนักข่าวอามาน, กลุ่มบุหงารายา, southern peace media group ฯลฯ ที่อาจจะกลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่น่าสนใจในอนาคตได้ เพราะ "เว็บไซต์เปิดโอกาสให้คนทำสื่อซึ่งอาจไม่มีประสบการณ์ จากที่เราเคยคิดว่าการทำงานสื่อเป็นเรื่องไกลตัว สื่อใหม่ทำให้คนรู้สึกใกล้ชิดกับมันและเริ่มต้นทำสื่อเองได้ และเชื่อว่าสามารถพัฒนาเป็นมืออาชีพในอนาคตได้ ที่สำคัญสื่อใหม่ยังทำให้เราเป็นอิสระจากแรงบีบต่างๆ ที่สื่อกระแสหลักต้องเผชิญ ทำให้เราสามารถนำเสียงที่ไม่เคยถูกรับฟังออกไปข้างนอกได้ด้วย" มาหามะสาบรี เจ๊ะเลาะ นักข่าวพลเมือง จากกลุ่มพีช มีเดีย ระบุไว้ใน (รายงานการประชุมเครือข่ายสื่อภาคประชาสังคมชายแดนใต้, 2553) อย่างไรก็ตาม คนผลิตสื่อใหม่ในพื้นที่นี้มีมากก็จริง แต่การเข้าถึงข้อมูลก็อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน เพราะการเปิดรับสื่อหรือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4อำเภอในจังหวัดสงขลา สำรวจโดยสถานความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เดือนมิถุนายน2553 พบว่า ประชาชนรับรู้สื่อจากโทรทัศน์ เป็นอันดับแรก รองลงมาคือวิทยุ สื่อจากมัสยิด คนในชุมชน ร้านน้ำชา คุยกับเพื่อน หอกระจายข่าว ตามลำดับ กล่าวคือ เน้นเสพสื่อในชุมชนเป็นหลัก ดังนั้น การคาดหวังให้นิวมีเดีย "เปิดพื้นที่ให้เสียงต่าง" เพื่อเคลื่อนสังคมชายแดนใต้จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับที่เรียกว่า "เป็นความหวัง" นั้น ยังต้องติดตามกันไปอีกพอสมควร เพราะ "โครงสร้างสื่อก็รับอิทธิพลมาจากโครงสร้างสังคมหลัก ดังนั้นสื่อท้องถิ่นจึงเกิดยาก เพราะทุกอย่างต้องมาจากส่วนกลาง ถ้าส่วนกลางไม่เอาด้วย สื่อท้องถิ่นหรือสื่อทางเลือกก็ทำอะไรไม่ได้ อาจมีโอกาสในการนำเสนอข่าวแต่ไม่มีพลังพอที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่างไปรวมอยู่ที่คนหรือความเป็นศูนย์กลางอย่างเดียว” ปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการโต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันข่าวอิศรา (2553) เริ่มต้นพูดเรื่อง 'ต้องห้าม': นครปาตานี ความรุนแรงที่ชายแดนใต้วางตัวเองอยู่บนปัญหาของความไม่ลงรอยระหว่างอำนาจของศูนย์กลางและพื้นที่ชายขอบ ในมุมของรัฐประชาชาติไทย/สยาม นี่คือการปกป้องอำนาจเหนือดินแดนและผู้คนอย่างถึงที่สุด มุ่งมั่นต่อต้าน “การแบ่งแยกดินแดน” ไม่ว่าจะด้วยวิธีการนานาประการ ในทางตรงกันข้าม เครือข่ายของผู้ก่อการที่เคลื่อนไหวใต้ดินและใช้ความรุนแรงเข้าต่อรองมองปฏิบัติการของตนเองเป็น “การต่อสู้” ที่ต้องการปลดปล่อย “ปาตานี” ออกจากการยึดครองของเจ้าอาณานิคม โดยมีเหตุผลในทางประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และศาสนารองรับอย่างหนักแน่น ด้วยเหตุนี้ พวกเขากำลัง “กู้เอกราช” หาใช่เป็นการ “แบ่งแยกดินแดน” ไม่ (ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้, 2554) แง่นี้เอง ความระหว่างบรรทัดของความรุนแรงชายแดนใต้ 7ปีที่ผ่านมา บอกเราประการหนึ่งว่า รัฐไม่สามารถอยู่ได้ภายใต้ความไม่มั่นคงของประชาชน และถึงเวลาต้องคลี่คลายมายาคติทางการเมืองการปกครองได้แล้ว เช่น การปกครองรวมศูนย์อำนาจที่เอ่ยอ้างถึงประชาธิปไตยโดยเกี่ยวข้องกับดินแดน ถึงเวลาพูดเรื่องต้องห้ามที่เคยเชื่อว่ากระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว ระบุว่า “...ต้องคลี่คลายมายาคติต่างๆ เมื่อความมั่นคงของรัฐมีความหมายใหม่ คำถามสำคัญคือ ทำไมต้องแก้ที่การเมืองการปกครอง เพราะความรุนแรงเป็นอาการของปัญหา การใช้กำลังพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่คำตอบ ความขัดแย้งกับปัญหาชาติพันธุ์ ศาสนา และประวัติศาสตร์ ปัญหาไปด้วยกันไม่ได้ของกลุ่มชาติพันธุ์กับระบบรัฐที่เป็นอยู่ การเมืองเป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ เป็นการกำหนดกติกาของการอยู่ร่วมกัน” (สำนักข่าวอามาน, 2552) และเธอยังแนะนำว่าต้องมองเห็นภาพอนาคตอย่างเป็นระบบและมีกระบวนการ คือต้องมีแผนที่นำทาง (Road Map) สำหรับการปกครองปัตตานี ในระยะ 5 หรือ 10 ปี ซึ่งคาดหวังว่าสามารถสร้างความสงบในพื้นที่ได้ อาจกล่าวได้ว่า นับจากนี้ไปอีกหลายปี ‘นครปัตตานี’ หรืออุปมาของ ‘Autonomy’ ก็จะเป็นประเด็นเคลื่อนไหวสำคัญในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างต่อเนื่อง อันส่งผลถึงทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและส่วนกลางระยะยาว รวมทั้งกลุ่ม ขบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไม่สงบนี้ ที่จะต้องพยายามเชื่อมโยงตนเองเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ปลายปี 2552จึงนับเป็นครั้งแรกที่ภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 23 องค์กร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนมลายูมุสลิมในพื้นที่ เข้ามามีบทบาทเชิงรุกร่วมกับเครือข่ายการเมืองภาคพลเมืองและองค์กรวิชาการ ซึ่งรวมทั้งศูนย์เฝ้าระวังฯ จับกระแส “นครปัตตานี” มาขับเคลื่อนเป็นเวทีวิชาการสาธารณะ หัวข้อ “นครปัตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความฝันหรือความจริง?” วันที่ 10 ธันวาคม 2552 เพื่อทบทวนบทเรียนในพื้นที่ความขัดแย้งต่างๆ ในบางประเทศ อีกทั้งยังเปิดเวทีสะท้อนเสียงของคนไทยพุทธในฐานะคนส่วนน้อยในพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะการตั้งประเด็นเรื่องการออกแบบรูปแบบการปกครองเขตพิเศษโดยคนพื้นที่เองทั้งนี้ ‘นครปัตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย’ เป็นอุปมาหนึ่งเพื่อพูดถึงรูปแบบการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนใต้ ขาดแคลนคำศัพท์ที่เหมาะสมสำหรับอธิบายการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เนื่องจากคำว่า “เขตปกครองพิเศษ” หรือ “เขตปกครองตนเอง” เป็นทั้งแนวคิดและคำที่ถูกต่อต้านอย่างหนัก และบางครั้งการใช้คำว่า ‘Autonomy’ ดูจะใช้ได้ง่ายกว่า โดยเครือข่ายฯ เห็นร่วมกันว่า “การทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมือง โดยการกระจายอำนาจการบริหารและจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรม จะต้องให้ประชาชนได้เรียนรู้และเข้าใจสิทธิ เสรีภาพ และอำนาจหน้าที่ของพลเมือง ตลอดจนความรู้พื้นฐานเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจะต้องให้ความรู้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยการจัดให้มีเวทีสาธารณะและการจัดเสวนาขึ้นอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง" (2552) ในเวทีวิชาการสาธารณะดังกล่าว อิสมาแอล อาลี อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานคริทร์ วิทยาเขตปัตตานี นิยามความเคลื่อนไหวผลักดันดังกล่าวว่าเป็น “การต่อสู้” อีกประเภทหนึ่งที่ยืนอยู่ในแนวทางของสันติวิธีที่มุ่งคลี่คลายความขัดแย้งและความรุนแรงโดยใช้องค์ความรู้ขับเคลื่อน หลังจากที่ข้อสรุปในรอบหลายปีที่ผ่านมาล้วนสะท้อนว่าโครงสร้างที่รวมศูนย์อำนาจของรัฐไม่สามารถคลายความขัดแย้งได้ เขาประเมินในเบื้องแรกว่า แม้รัฐบาลอาจไม่รับฟังข้อเรียกร้อง แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับ “หน้าที่” ซึ่งประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้ และแม้ว่าจะไม่สำเร็จบรรลุผลในห้วงชีวิตของคนรุ่นหนึ่ง ก็จำเป็นที่จะต้องส่งทอดภารกิจเหล่านี้สู่คนรุ่นลูกต่อไป (2554) สื่อใหม่ในฐานะพื้นที่ทางการเมือง แนบชิดกับ "การต่อสู้" ข้างต้น สื่อใหม่ในฐานะเครื่องมือของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งในการเปิดพื้นที่ทางการเมืองอย่างสำคัญ ศูนย์เฝ้าระวังฯ ใช้ www.deepsouthwatch.orgทำงานเชิงรุกร่วมกับเครือข่ายปัญญาชนมุสลิมและนักข่าวพลเมืองจังหวัดชายแดนใต้ เป็นพื้นที่ ‘ถ่ายทอดสด’ และบันทึกเทปเวทีสัมมนา “นครปัตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความฝันหรือความจริง?” เพื่อนำภาพและเสียง รวมทั้งข้อเรียกร้องที่ทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมือง ให้ ‘คนนอก’ พื้นที่ได้เข้าใจ การนี้นักข่าวพลเมืองยังได้สอบถามความคิดเห็นและความต้องการของ ‘คนใน’ จำนวนมากจัดทำเป็นคลิปวีดีโอ “ร้อยคนร้อยคลิป: การเมืองการปกครองชายแดนใต้ที่ควรจะเป็น” และภายหลังมีอาสาสมัครถอดความและแปลคลิปทั้งหมด ใส่เป็นคำบรรยายภาษาอังกฤษ เพื่อสื่อสารได้กว้างขวางขึ้น ดังรูปประกอบ &nbsp; ภาพประกอบ 1 :&nbsp;การถ่ายทอดสดออนไลน์ เวทีสัมมนา “นครปัตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความฝันหรือความจริง?” ภาพประกอบ 2: เสียง ‘คนใน’ “ร้อยคนร้อยคลิป: การเมืองการปกครองชายแดนใต้ที่ควรจะเป็น” &nbsp; ภาคปฏิบัติการของความคิดริเริ่มนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่แค่ www.deedsouthwatch.org ทรัพยากรที่ถูกลงทุนเพื่อทดสอบการถ่ายทอดสดออนไลน์นี้ ได้ถูกวางแผนเชื่อมต่อเข้ากับเว็บไซต์เครือข่ายสื่อในภาคใต้ ได้แก่ สำนักข่าวอามาน กลุ่มบุหงารายา กลุ่มพีซมีเดีย และเสียงก็ถูกถ่ายทอดผ่านวิทยุชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้ได้ออกอากาศพร้อมกัน เมื่อถอดประสบการณ์ออกเป็นการเรียนรู้ เราพบกระบวนการสื่อสารแนวราบ ที่เริ่มต้นจากการกำหนดประเด็นเคลื่อนไหว สู่การจัดเวทีสาธารณะที่ดึงผู้คนจากหลายฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม มีการทำแผนที่เครือข่ายสื่อสามจังหวัดภาคใต้ อันนำไปสู่การวางแผนเพื่อถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์และวิทยุชุมชน (ทั้งภาษาไทยและภาษามลายู) ขณะเดียวกันก็มีสื่อภาคพลเมืองคอยสื่อสารและสะท้อนความคิดเห็นของพลเมืองที่เกี่ยวข้องในประเด็นนั้นให้กลายเป็นการสื่อสารสองทาง ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามของแนวคิดสื่อสารมวลชนที่สื่อสารด้านเดียวแก่ผู้รับสาร ภาคปฏิบัติการข้างต้น สอดคล้องกับ (กาญจนา แก้วเทพ, 2548) นักเศรษฐศาสตร์การเมืองที่สนใจวิเคราะห์อุดมการณ์ทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง ให้ความสำคัญกับการสื่อสารทางเลือกที่เน้นการสื่อสารในแนวระนาบ โดยเฉพาะการสื่อสารระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้านที่มีรูปแบบการกระจายอำนาจ และที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของการสื่อสารที่เคยมุ่งเน้นการโน้มน้าวชักชวน มาเป็นการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ถือเป็น “ประชาธิปไตยทางการสื่อสาร” ก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสื่อสาร (Participatory communication) ที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนเป็นเป้าหมายหลัก และในเรื่ององค์ประกอบของการสื่อสารนั้น “ตัวสื่อ” ก็เป็น “สื่อผสมผสาน” (mixed media) ที่มีกลยุทธ์ด้านเนื้อหาสาร (message strategies) เข้ามาประกอบกัน และผลจากการถ่ายทดสดออนไลน์เวที ‘นครปัตตานี’ ให้ ‘คนนอก’ ได้รับรู้ด้วยทำให้เรื่อง ‘เขตปกครองพิเศษ’ ถูกพูดถึงในพื้นที่สื่อกระแสหลักได้มากขึ้น เดือนมกราคม 2553 ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ได้นำเสนอ ‘ข้อเสนอต้องห้าม’ อย่างรอบด้านจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ผ่านรายการ ‘วาระประเทศไทย’ ต่อเนื่องกัน 5 ตอน และมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายปัญญาชนมุสลิม และตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคในรายการ ‘เปลี่ยนประเทศไทย’ อีก 5 ตอน จนเกิดความตื่นตัวทางการเมืองของคนในพื้นที่อย่างสูง และยกระดับนำไปสู่จินตนาการการสร้างทางเลือกของประชาชน เพื่อหารูปแบบการอยู่ร่วมกันในอนาคต โดยภายหลังคลิปวีดีโอรายการทั้งหมดถูกเผยแพร่ซ้ำที่ www.deepsouthwatch.org และยังมีการผลิตซ้ำเป็นดีวีดีแจกกระจายลงไปในชุมชนในพื้นที่จำนวนมาก (video movement) ใช้เป็นเครื่องมือนำคุยเรื่องนี้มากขึ้นในที่สาธารณะต่างๆ แม้ 'สื่อใหม่' และ 'สื่อชุมชน' รวมทั้ง "ทีวีสาธารณะ" จะร่วมมือกันอย่างแข็งขันเพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้แนวคิดและข้อเสนอต่างๆ ได้แทงยอดสู่สาธารณะบ้างแล้ว กระนั้นก็ตาม ก็ใช่ว่าในสนามความขัดแย้งดังกล่าวจะมีตัวละครอยู่เพียงสองฝักสองฝ่าย หากแต่ในพื้นที่ตรงกลางยังอุดมด้วยผู้เล่นอีกมากมายทั้งที่อยู่ในฐานะเหยื่อของความรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อม ตลอดจนกลุ่มประชาสังคมที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการต่อรองกับทั้งสองฝ่ายที่อยู่ในขั้วขัดแย้งหลัก รวมทั้งการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดัน “ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ” ที่อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญของเครือข่ายประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ 23 องค์กร หรือที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น “เครือข่ายประชาชนเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ในเวลาต่อมา (2554) ต่อให้แนวทางการปรับโครงสร้างการปกครองในชายแดนใต้จะยังไม่มีหลักประกันว่าผู้ที่ใช้ความรุนแรงจะเลือกใช้หนทางการเมืองเข้าต่อรอง หรือแม้กระทั่งจะให้คำตอบว่าความรุนแรงจะยุติลงในทันที ทว่าการ 'เปิดพื้นที่' ให้มีการถกเถียงถึงประเด็นดังกล่าว ก็สะท้อนให้เห็นว่า “การต่อสู้” ที่ชายแดนใต้ในแง่มุมเช่นนี้ก็ไม่สามารถผูกขาดความหมายได้เพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไป อย่างน้อยวันรัฐธรรมนูญ (ไทย) ก็กลายเป็นหมุดเวลาและสัญลักษณ์ของ "การต่อสู้" นี้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเวทีใหญ่ของ “เครือข่ายประชาชนเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้” เป็นครั้งที่ 2 ในปี 2553หลังจากพวกเขาจัดกระบวนการรับฟังและประมวลความเห็นจากประชาชนในพื้นที่ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา และอาชีพรวม 47 เวที เพื่อสะท้อนแง่มุมข้อจำกัดของโครงสร้างการปกครองที่เป็นอยู่ รวมถึงการแสวงหารูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบใหม่ที่สอดคล้องต่ออัตลักษณ์ของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่และอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ซึ่งแน่นอน การใช้สื่อใหม่ในการ "ถ่ายทอดสด" เหตุการณ์ก็เป็นมาตรฐานภาคปฏิบัติการของ "การต่อสู้" นี้ และจะเป็นไปเช่นนี้ทุกครั้ง กระบวนการดังกล่าวเป็นที่มาของ “(ร่าง) รายงานผลการศึกษาการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความพยายามในการแสวงหาแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนจากมุมมองของคนพื้นที่ (ร่างที่ 5)” ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงแก้ไขผ่านการรับฟังความเห็นในเชิงลึกและขั้นตอนที่กำลังพัฒนายกร่างเป็นพระราชบัญญัติ และในอนาคตอันไม่ไกลนี้ เครือข่ายดังกล่าวจะใช้ช่องทางการเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามช่องทางที่รัฐธรรมนูญ (2554) แม้ในทางทฤษฎี ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังฯ บอกว่า ภายใต้สถานการณ์ขัดแย้งและรุนแรง หากมี "พื้นที่ทางการเมือง" มากขึ้น อำนาจการต่อรองจากกลุ่มฝ่ายต่างๆ ก็อาจส่งผลให้ความรุนแรงลดลงได้ ในทางผกผันกัน ถ้าพื้นที่ทางการถูกบีบแคบให้ลดลง ย่อมส่งผลให้การก่อความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นได้ แง่นี้แล้ว คำถามที่ติดตามมาอย่างสำคัญคือ หาก "สื่อใหม่" มีนัยยะของการเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่สำคัญในอนาคต ผู้ผลิตสื่อใหม่จะเพิ่มศักยภาพและออกแบบกระบวนการสื่อสารของตนเอง จนสามารถกำหนด "วาระการสื่อสาร" ให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติภาพที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้อย่างไร. &nbsp; เอกสารอ้างอิง กาญจนา แก้วเทพ. (2548). ก้าวต่อไปของการสื่อสารเพื่อการพัฒนาชุมชน. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง. (2551). มุสลิมชายแดนใต้ในความรู้สึกของชุมชนเสมือนจริง. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ " 5 ปีไฟใต้: สงคราม: ความรู้: ความสับสน...แล้วไงต่อ?” , ม.ป.ป. จากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ เว็บไซต์ http://www.deepsouthwatch.org/documents/04-520118.pdfศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. (2552). โครงการสัมมนาทางวิชาการ "นครปััตตานีภายใต้รัฐธรรมนูญไทย: ความฝันหรือความจริง?” เว็บไซต์ http://www.deepsouthwatch.org/sites/default/files/Project.pdfศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. (2552). ใช้ ‘สื่อสาธารณะ’ เชื่อมความรู้เคลื่อนการเมืองชายแดนใต้. ม.ป.ป.ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. (2553). รายงานการประชุมเครือข่ายสื่อภาคประชาสังคมชายแดนใต้. ม.ป.ป.ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. (2554). โมเดลจากพื้นที่: เผชิญแรงกดดันของไฟใต้และ “ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ” ในฐานะกระบวนการหาทางออกทางการเมือง. เว็บไซต์ http://www.deepsouthwatch.org/node/1403สำนักข่าวอามาน. (2552). ภาคประชาชน-นักวิชาการเปิดตู้โชว์โมเดล "เขตปกครองพิเศษภายใต้รัฐธรรมนูญ" เตรียมเปิดเวที 37 อำเภอชายแดนใต้ฟังเสียงประชาชน. จากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ เว็บไซต์ http://www.deepsouthwatch.org/node/575อิ่มจิต เลิศพงษ์สมบัติ. (2544). การให้บริการและการใช้อินเตอร์เน็ตตำบลในสามจังหวัดชายแดนใต้: ปัตตานี ยะลา&nbsp;และนราธิวาส. คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.เอกรินทร์ ต่วนศิริ. (2552). เรื่องชายแดนภาคใต้: บนโลกไซเบอร์ “youtube” [ต้น]. จากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ เว็บไซต์ http://www.deepsouthwatch.org/node/304. &nbsp; Dsw Online Study 2011 by ThitinoB on Scribd &nbsp;]]></summary></entry><entry><title type="html">ติดตามภาระค่าใช้จ่าย รพ.ชายแดน วาระประเทศไทย</title><link href="https://thitinob.com/node/88/" rel="alternate" type="text/html" title="ติดตามภาระค่าใช้จ่าย รพ.ชายแดน วาระประเทศไทย" /><published>2010-01-20T00:00:00+00:00</published><updated>2010-01-20T00:00:00+00:00</updated><id>https://thitinob.com/node/post-88</id><content type="html" xml:base="https://thitinob.com/node/88/"><![CDATA[<p>ติดตามรายงานหนี้สินของโรงพยาบาลตามแนวชาย แดนฝั่งตะวันตก ที่ภาระกิจ และมนุษยธรรมการรักษาพยาบาลให้แก่บุคคลไร้ สิทธิ์หลักประกันสุขภาพ กลายเป็นเส้นขนาน</p>

<p><object height="385" width="480"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/YbCrlNL8bE0&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" /><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><embed allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" height="385" src="/assets/images/b7be11f3-YbCrlNL8bE0_amp" type="application/x-shockwave-flash" width="480" /></object></p>

<p><object height="385" width="480"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/tGvnkcIXKTE&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" /><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><embed allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" height="385" src="/assets/images/9c5f2203-tGvnkcIXKTE_amp" type="application/x-shockwave-flash" width="480" /></object></p>

<p><object height="385" width="480"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/Axy-_DW7FBA&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" /><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><embed allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" height="385" src="/assets/images/9e22af23-Axy-_DW7FBA_amp" type="application/x-shockwave-flash" width="480" /></object></p>

<p><object height="385" width="480"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/P0nQVSIGsIY&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" /><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><embed allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always" height="385" src="/assets/images/23bb5d67-P0nQVSIGsIY_amp" type="application/x-shockwave-flash" width="480" /></object></p>]]></content><author><name>ฐิตินบ โกมลนิมิ</name></author><category term="Social" /><category term="health for stateless" /><category term="คนไร้รัฐไร้สัญชาติ" /><category term="ทีวีไทย ทีวีสาธารณะ" /><category term="วาระประเทศไทย" /><category term="หลักประกันสุขภาพ" /><category term="โรงพยาบาลชายแดน" /><summary type="html"><![CDATA[ติดตามรายงานหนี้สินของโรงพยาบาลตามแนวชาย แดนฝั่งตะวันตก ที่ภาระกิจ และมนุษยธรรมการรักษาพยาบาลให้แก่บุคคลไร้ สิทธิ์หลักประกันสุขภาพ กลายเป็นเส้นขนาน]]></summary></entry></feed>